มาลดหุ่นสวย เป๊ะปัง อลังการ พร้อมที่จะใส่บิกินี่สวยๆ ไปเที่ยวทะเล

พฤษภาคม 21, 2018

 

เชื่อว่า สาว ๆ หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากที่จะออกกำลังเชื่อว่า สาว ๆ หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ หรือใส่บิกินี่สวย ๆ ไปอวดหุ่นริมชายทะเล ซึ่งหลายคนมีความกังวลใจว่า แขนจะใหญ่ไปไหม พุงจะล้ำหน้ารึป่าว ต้นขาจะมีเซลลูไลท์ หรือไม่ และนี่ก็เป็นสาเหตุและแรงจูงใจในการลดน้ำหนักของสาว ๆ ซึ่งวันนี้ เรามีวิธีแนะนำให้สาว ๆ ได้มีหุ่นที่ฟิตกระชับ ได้สัดส่วนก่อนที่จะได้ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดหุ่นสวยริมทะเล ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ  คาสิโน

คาร์ดิโอวันละ 20 นาที

ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ แล้ว การออกกำลังกายด้วยการคาร์ดิโอนั้น จะช่วยเผาผลาญพลังงานไปอย่างมากเลยทีเดียว  และนอกจากนี้ การวิ่งบนลู่วิ่งนั้น หรือการวิ่งตามสวนสาธารณะ ซึ่งควรวิ่งวันละ 20 นาที และข้อดีของการวิ่งนั้น จะช่วยให้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดนั้น สูบฉีด  และช่วยให้ร่ายกายเผาผลาญ ลดการสะสมของไขมันได้เป็นอย่างไร

การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้า

ใครจะรู้ว่า น้ำมะนาวเนี่ยแหละที่จะช่วยลดน้ำหนักได้ วิธีการก็คือ ใส่น้ำอุ่นลงไปในถ้วย จากนั้นก็เติมน้ำมะนาวลงไปในด้วย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ดื่มเป็นประจำทุกเช้า ซึ่งน้ำมะนาวนั้นจะช่วยในการดีท็อกซ์ และเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ออกกำลังกายโดยการฝึกโยคะ

การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะนั้น จะช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และคลายอาการปวดเมื่อย  และยังช่วยให้สาว ๆ ที่อยากมีรูปร่างที่กระชับ ได้สัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือแขนได้ดีอีกด้วยและการเล่นโยคะที่ถูกต้องบาท่านั้น ยังมีข้อดีที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายอีกด้วย ทำให้สาว ๆ ที่เป็นชอบท้องผูก จะช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

นอนหลับให้เพียงพอ

สำหรับการพักผ่อนที่ดีที่สุด ก็คือการนอนหลับ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะการนอนดึกจะทำให้หิว และน้ำหนักขึ้นนั่นเองอีกทั้งการนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมาก

และทริปการไปเที่ยวทะเลนั้น สำหรับสาว ๆ ที่อยากไปใส่ชุดว่ายน้ำ หรือชุดบิกินี่ หรือแม้กระทั่งชุดไปเที่ยวทะเล ซึ่งวิธีที่เรานำเสนอไปเป็นวิธีที่จะช่วยให้สาว ๆ มีหุ่นเป๊ะปัง แบบไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วนเลยทีเดียว…

Read More

5 อาหารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวโดยไม่ต้องพึ่งยา

ธันวาคม 6, 2018

“ทานอาหารให้เป็นยาแล้วคุณจะไม่ต้องหาหมออีกเลย”
เป็นคำบอกเล่าที่ชอบได้ยินอยู่บ่อยๆแต่มีน้อยผู้ที่จะปฏิบัติตาม
เพราะของกินที่เป็นยามักมีรสชาติไม่อร่อย
แต่ว่าที่สำคัญหน้าตาก็ไม่ได้น่าทานเหมือนกับของกินที่ไม่เป็นยาด้วย
ซึ่งถ้าคนไหนมีลักษณะอาการปวดศรีษะแล้วมีความคิดว่าไม่ได้อยากต้องการทานยาพวกเรา
ขอแนะนำให้ทานอาหารดังนี้ เพื่อแก้อาการปวดหัว ซึ่งอาหารที่ว่ามีดังต่อไปนี้

1. ข้าวโพด วิตามินบี 3 และ ไนอะซิน ที่มีอยู่ในข้าวโพดสามารถช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสู่สมองได้ดีขึ้น
ก็เลยสามารถช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้

2. ธัญพืชธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น งา ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวกล้อง และข้าวโอ๊ต
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีสูง
ซึ่งวิตามินบีเป็นสารที่ช่วยให้สารสื่อประสาทของร่างกายให้ทำงานได้ดี
ก็เลยช่วยหยุดอาการปวดหัวได้

3. ขิง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน
โดยขิงมีสรรพคุณในการช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีสารคลอโรฟิลล์ที่เปรียบเสมือนสารที่ค่อยชะล้างสารพิษ
ทำให้ร่างกายสามารถรับออกซิเจนได้มากขึ้น อาการปวดจึงค่อยๆลดลง

4. ปลาทะเล อย่างเช่น ปลากะพง ปลาแซลมอน และปลาทู
เป็นปลาที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งโปรตีนเหล่านี้มีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย
เมื่อระดับน้ำตาลคงที่อาการปวดหัวก็จะค่อยๆส่วนโอเมก้า 3
ก็เป็นกรดไขมันที่มีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบและลดอาการปวด

5. กล้วย เป็นผลไม้ที่สามารถหาทานได้ง่ายๆ
เพราะผู้คนมักจะนิยมปลูกไว้รอบบ้าน ซึ่งกล้วยเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย
เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี
และที่สำคัญเลยคือ โพแทสเซียม
ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีงานวิจัยระบุว่าสามารถช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในร่างกายได้
และการทานกล้วยเป็นประจำก็สามารถช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความสุข…

Read More

การล้างจมูกที่ถูกต้อง

ธันวาคม 1, 2018

การล้างจมูก เป็นการล้างเอาน้ำมูก หนอง สิ่งสกปรกในจมูก
เพื่อทุเลาอาการคัดจมูก ลดความเหนียวข้นของน้ำมูก 
ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค หากล้างจมูกก่อนพ่นยา 
จะช่วยทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้น และก็ออกฤทธิ์ก้าวหน้าขึ้น

ผู้ที่ควรจะล้างจมูก คือ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เป็นโพรงจมูก หรือภูมิแพ้ 
หรือผู้ที่เข้ารับ เข้ารับการผ่าตัดเยื่อบุจมูกจากอาการไซนัสอักเสบ 
ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดแล้วก็ต้องใช้ยาพ่นบ่อยๆ เป็นหวัด คัดจมูก 
ชนิดที่มีน้ำมูก หรือเสมหะมากจนรบกวนการหายใจ

อุปกรณ์ในการล้างจมูก
น้ำเกลือ 0.9% กระบอกฉีดยา ถ้วย/แก้ว สำหรับใส่น้ำเกลือที่ยังไม่ใช้ ถ้วย/แก้วสำหรับใส่น้ำเกลือที่ล้างจมูกแล้ว

ขั้นตอนการล้างจมูก
อุ่นน้ำเกลือก่อนการล้างจมูกให้มีอุณหภูมิพอเหมาะกับเยื่อบุจมูก 
ควรล้างจมูกบนโต๊ะและเตรียมภาชนะมารองรับน้ำเกลือหลังล้างด้วย 
ใช้กระบอกฉีดยา ที่แพทย์จ่ายให้ ดูดน้ำเกลือที่อุ่นได้ที่แล้วในปริมาณน้อยก่อน 
ในผู้ใหญ่ประมาณ10-15 ซีซี ในเด็กประมาณ ซีซี โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย 
ก้มหน้าลง และล้างจมูกที่มีอาการคัดน้อยกว่า นำปลายกระบอกฉีดยา ใส่เข้าไป 
อ้าปากไว้ แล้วหายใจเข้าให้เต็มที่ และกลั้นหายใจไว้ ดันกระบอกสูบของกระบอกฉีดยา เบาๆ
ให้น้ำเกลือไหลเข้าไปในจมูกช้าๆหลังจากล้างเสร็จ สั่งน้ำมูก 
หรือน้ำเกลือที่คั่งค้างอยู่ในโพรงจมูกออก ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ หรือ 
น้ำยาล้างจาน แล้วล้างด้วยน้ำประปาจนสะอาด แล้วให้ผึ่งให้แห้ง

ข้อควรระวังในการล้างจมูก
การล้างจมูกแต่ละครั้งนั้น ควรล้างจนกว่าจะรู้สึกว่าจมูกโล่ง 
ไม่มีน้ำมูกหรือสิ่งสกปรกอะไรคั่งค้างในจมูก การล้างจมูก ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการล้างจมูก 
ล้างวันละครั้ง คือ ชำระล้างสิ่งสกปรก ล้าง เช้าเย็น กำจัดเชื้อโรค ลดน้ำมูก ลดอาการภูมิแพ้ 
และก็ล้างจมูกเมื่อมีอาการแน่นคัดจมูก หายใจไม่ออก เป็นต้น

Read More

18 ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ

พฤศจิกายน 30, 2018

“วิตามินเอ” เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายอย่างมากมาย
โดยมนุษย์เราควรจะได้รับวิตามินเอประมาณ 4,000-5,000 IU
ถ้าได้รับน้อยเกินไปก็จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมาได้ เช่น ผิวแห้งกราน ตาฟาง ผมเสีย
เล็บหักง่ายฯลฯ แต่ถ้าหากได้รับมากไปก็ไม่ดีเหมือนกัน
เนื่องจากเป็นผลเสียต่อร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
และก็แท้งลูกหรือลูกพิการ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวมผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมาฝากกัน

1. ผักตำลึง จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 18,608 IU
2. ผักชะอม จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 10,066 IU
3. ผักคะน้า จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 9,300 IU
4. แครอท จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 9,000 IU
5. ยอดกระถิน จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 7,883 IU
6. ผักโขม จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 7,200 IU
7. ฟักทอง จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 6,300 IU
8. มะม่วงสุก 1 ผล (โดยเฉลี่ย) ให้วิตามินเอ 4,000 IU
9. บร็อกโคลี 1 หัว (โดยเฉลี่ย) ให้วิตามินเอ 3,150 IU
10. แคนตาลูป จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 3,060 IU
11. แตงร้าน 1 โล ให้วิตามินเอ 1,750 IU
12. ผักกาดขาว จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 1,700 IU
13. มะละกอสุก 1 ชิ้นยาว (โดยเฉลี่ย) ให้วิตามินเอ 1,500 IU
14. หน่อไม้ฝรั่ง จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 810 IU
15. มะเขือเทศ จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 800 IU
16. พริกหวาน 1 เม็ด (โดยเฉลี่ย) ให้วิตามินเอ 500-700 IU
17. แตงโม 1 ชิ้นใหญ่ ให้วิตามินเอ 700-1,000 IU
18. กระเจี๊ยบเขียว จำนวน 100 กรัม ให้วิตามินเอ 470 IU

ถ้าเกิดใครไม่ชอบทานผักก็สามารถทานอาหารอย่างอื่นทดแทนได้ เช่น ตับ น้ำมันตับปลา ไข่แดง เนย นม
หรือ วิตามินเสริม แทนได้ แล้วก็เพื่อร่างกายที่แข็งแรงมากขึ้นควรจะออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอด้วย…

Read More

8 ข้อเกี่ยวกับมะเร็งผิวหนัง

พฤศจิกายน 29, 2018

1. โรคมะเร็งผิวหนังที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็ง (Non-Melanoma Skin
Cancer) ประมาณ 90% มีสาเหตุมาจากการพบเจอแสงอัลตราไวโอเล็ต (Ultra-violet)
รังสียูวี (UV) จากดวงอาทิตย์
เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็ง
การที่ต้องพบเจอกับรังสีเหล่านี้โดยไม่ได้ป้องกัน อาจจะเกิดจากการอยู่ในที่แจ้ง
การนอนอาบแดด หรือแม้กระทั่งแสงที่ทะลุผ่านกระจกรถหรือกระจกที่บ้าน

2. ทุก ๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจาก มะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี หรือมะเร็งไฝ
(Melanoma) 1 คน
ความเข้าใจผิดที่ยังมีอยู่มากคือ มะเร็งผิวหนังไม่สามารถคร่าชีวิตได้ แต่ภายในปี
2016 นี้ ในสหรัฐอเมริกา จะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้อย่างเดียวประมาณ 8,000
คน
และมีการประมาณการว่าจะมีคนเสียชีวิตจากมะเร็งผิวหนังชนิดที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์
สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็งราว 2,800 คน
เรื่องเศร้าก็คือมะเร็งเหล่านี้สามารถป้องกันได้เพียงแค่ทำตามขั้นตอนการป้องกันที่ง่า
ยดาย

3. มะเร็งผิวหนังมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมะเร็งทั้งหมด
มะเร็งผิวหนัง เป็นมะเร็งที่มีการถูกวินิจฉัยมากที่สุด ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
การเจอกับรังสียูวี ทั้งจากธรรมชาติและทางอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง
เนื่องจากมะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มาก
ดังนั้นเราควรจะตรวจผิวหนังของเราเองที่บ้านและไปเข้ารับการตรวจผิวหนังทีโรงพ
ยาบาลปีละครั้ง

4. ในปีนี้จะมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่า 1 ล้านราย
The American Cancer Society ได้ประมาณการว่าจะมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังประมาณ
1,500,000 ราย และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
สาเหตุมาจากการพบเจอรังสียูวี ทั้งจากดวงอาทิตย์โดยตรง หรือแสงสังเคราะห์ เช่น
เตียงอบผิวแทน

5. มะเร็งผิวหนังมีอันตรายถึงตายมากที่สุดในชาวอเมริกันผิวดำ ชาวเอเชีย
และชาวอเมริกาใต้
ชาวอเมริกันผิวดำ ชาวเอเชีย และชาวอเมริกาใต้
มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดโรคมะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี
แต่มะเร็งชนิดนี้จะอันตรายกับคนกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม
พึงตระหนักไว้ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติไหนก็ตาม

6. คนผิวขาว 1 ใน 3 จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
ในตลอดช่วงชีวิตของชาวอเมริกัน 1 ใน 5 จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
แต่ความเสี่ยงของคนผิวขาวมีสูงกว่า หรือ 1 ใน 3

7.
การมีผิวไหม้รุนแรงในช่วงเด็กทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมีมากขึ้น
การป้องกันเด็ก ๆ จากการพบเจอกับรังสี UV มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวตอนโต
เพียงแค่ผิวไหม้พองจากดวงอาทิตย์จุดเดียวในช่วงเด็ก
ก็เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสีในตอนโต

8. ความถี่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังในผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง

ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า ในความเป็นจริงแล้ว
มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มากกว่ามะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี
ทำให้มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป…

Read More

สัญญาณเตือนว่า ไม่สมควรออกกำลังกายต่อ

พฤศจิกายน 27, 2018

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายของพวกเราแข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆได้ 
และก็การออกกำลังกายทุกชนิดจะมีการวอร์มร่างกายก่อนทุกครั้งก่อนออกจริง 
และหลังออกก็จะมีการยืดเส้นสาย เพื่อป้องกันอาการเจ็บปวดหลังการออกกำลังกายด้วย 
แต่ว่าเวลาที่คุณออกกำลังกายอยู่นั้น ร่างกายของคุณอาจทำงานมากมากไป 
และส่งสัญญาณแปลกมาให้คุณรับรู้ ซึ่งในตอนนั้นคุณควรหยุดออกกำลังกายทันที 
สัญญาณอันตรายที่เตือนว่าคุณไม่ควรออกกำลังกายต่อ มีดังนี้
1. 
รู้สึกใจสั่น หรือใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และก็มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
2. 
หายใจไม่ทัน หายใจลำบาก
3. 
เวียนศีรษะ หน้ามืด เหมือนจะเป็นลมและมีเหงื่อออกมากผิดปกติ
สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการออกกำลังกาย
ควรจะออกกำลังกายเมื่อร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย 
ไม่ได้อยู่ในช่วงควบคุมอาหารมากหรือพักผ่อนน้อย 
ควรจะเลือกวิธีการในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่หักโหมจนเกินไป 
ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว หรือมีปัญหาด้านสุขภาพส่วนตัว ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย 
ถ้าเกิดมีอาการผิดปกติระหว่างออกกำลังกาย ควรหยุดออกกำลังกาย แล้วบอกกับคนรอบข้างให้ไวที่สุด เพื่อเข้าช่วยเหลือ
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การออกกำลังกายนั้นควรออกในขณะที่ร่างกายของเราแข็งแรงสมบูรณ์ 
รวมทั้งคนที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ หอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับระบบหายใจต่างๆ
ก็ควรระมัดระวังในเรื่องการออกกำลังกาย เพราะอาจเกิดการติดขัดในระบบหายใจเวลาที่ออกกำลังกายได้ 
และก็ที่สำคัญควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับตนเองด้วย เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้ยาวนาน 
และไม่เกิดอันตรายต่อตัวเองด้วย ออกกำลังกายครั้งต่อไปให้เราสังเกตตัวเองให้ดีนะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

Read More

แนะนำ 4 โลชั่นที่ทำให้ขาวเร็วที่สุด

พฤศจิกายน 22, 2018

ผู้หญิงทุกคนก็อยากจะมีผิวขาวใส ดูสุขภาพดีกันทุกคนแหละเนอะ
แต่แดดบ้านเราไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าไรขยันทำร้ายผิวของเราเหลือเกิน
ไม่ว่าจะใส่หมวกก็แล้ว ใส่เสื้อแขนยาวก็แล้ว ก็ยังไม่วายจะโดนแดดทำร้ายผิวของพวกเราอยู่ดี
วันนี้เราก็เลยนำเอาไอเทมเด็ดเพื่อช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นมาฝากกันค่ะ ไอเทมที่ว่านั้นก็คือ
โลชั่นที่ทำให้ขาวเร็วที่สุด จะมีตัวไหนบางเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า

1. VASELINE HEALTHY WHITE SKIN LIGHTENING
โลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 3ที่จะช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใส ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ
และก็ยังมีสารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผิวดูกระจ่างใส
เรียบเนียนน่าสัมผัสมากที่สุดไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีสีผิวขาวอยู่แล้วแต่ไม่สม่ำเสมอ คนที่มีผิวสีคล้ำ ไม่สดใส

2. เภสัช เอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง บอดี้ โลชั่น
ตัวนี้เป็นสูตรผสมอัลฟ่าอาร์บูติน และวิตามินบี3 พร้อมดับเบิ้ลซันสกรีน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ให้ผิวเนียนกระจ่างใสขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติ มีอัลฟ่าอาร์บูติน ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ลดความหมองคล้ำ
ลดผิวหยาบกร้าน มีวิตามินบี3 ลดจุดด่างดำ รอยดำรอยแดงต่างๆช่วยดูแลสภาพผิวให้แลดูสดใสเสมอ

3. Nivea UV Whitening Serum SPF22
เซรั่มบำรุงผิวกายผสมสารป้องกันแสงแดด เพื่อผิวขาวเป็นธรรมชาติสม่ำเสมอทั่วเรือนร่าง รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงใน 14 วัน
ช่วยฟื้นบำรุงผิวคล้ำเสียสะสมจากแดด บำรุงผิวคล้ำเสียตามธรรมชาติ ผิวสองสีดูจางลง
สีผิวดูสม่ำเสมอ ผิวดูเรียบเนียนขึ้น จุดด่างดำดูจางลง ผิวกระจ่างใสชุ่มชื้น

4. Extra White Radiant & Smooth Lotion
ไวท์เทนนิ่งสกัดอนุภาคเล็ก เข้มข้นด้วยวิตามินซีสูง 40 เท่า ผสมผสาน ยูวี ฟิลเตอร์ ไม่เพียงเข้าบำรุงลึกถึงเซลล์ผิว
แต่ว่ายังช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผิวเรียบเนียน เปล่งประกายกระจ่างใส…

Read More

5 เครื่องดื่มราคาหลักสิบในเซเว่น กินแล้วสวยใส

พฤศจิกายน 16, 2018

สิ่งที่ผู้หญิงปรารถนา คือมีผิวที่ขาวเนียนใส ดูมีออร่า 
ซึ่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็พยายามทำมาหลายวิธี เพื่อผิวสว่างกระจางใส 
ทั้งยังสูตรสครับผิว ขัดผิว ทาครีม พอกด้วยสมุนไพรนานาชนิด 
แต่ว่าสิ่งนี้ก็ช่วยแค่ขาวภายนอกใช้ไหมค่ะ แต่ว่าวันนี้พวกเรามีตัวช่วยทำให้ผิวขาวจากภายในสู่ภายนอก 
ด้วยเครื่องดื่มราคาหลักสิบในเซเว่นใกล้บ้านคุณที่รับประทานแล้วผิวใส 
ดูมีออร่า อยากรู้งั้นพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า

1. น้ำมะเขือเทศดอยดำ ตัวนี้ถือว่าเป็นไอเท็มยอดฮิตสำหรับบางคนที่กินน้ำมะเขือเทศ 
เพราะช่วยลดริ้วลอยและจุดด่างดำต่างๆทำให้ผิวหน้าดูใส 
เพราะในมะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีและวิตามิน รสชาติแอบกินยานิดนึง 
แต่ว่ารับลองผิวขาวผ่องใสอย่างแน่นอน

2. Sappe Beauti Drink 360 ml.
ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน นุ่ม ชุ่มชื้น 
มีคอลลาเจนถึง 2,000 มก. ลองทานตัวนี้ติดต่อกันราวๆ เดือน 
รูขุมขนจะเริ่มกระชับมากขี้น รอยสิวก็เริ่มจางลง เริ่มมีรัศมีเปล่งปลั่ง

3. C-vitt รสส้ม สำหรับผู้หญิงวัยทำงานแนะนำตัวนี้ 
เพราะเหตุว่าช่วยลดความเครียด มีวิตามินช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างฮอร์โมนหลายชนิด 
หนึ่งในนั้น คือ อะดรีนาลีน ที่สร้างความสุข 
ลองทานติดต่อกันราวๆ เดือน จะรู้สึกได้ว่า ผิวเริ่มสวยและร่างกายแข็งแรง

4. น้ำเต้าหู้ โทฟุซัง ทำมาจากถั่วเหลืองที่อุดมไปด้วยโปรตีน 
มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกายแล้วก็แหล่งรวมวิตามิน 
มีคุณสมบัติช่วยชะลอความแก่ ช่วยทำให้ปรับความสมดุลของฮอร์โมน 
ผิวพรรณและก็ร่างกายจะแจ่มใส เหมาะกับผู้หญิงที่กำลังลดหุ่น

5. i-Healti Q10 100 ml. สำหรับสาววัยกลางคน 
ขอแนะนำให้ทานตัวนี้ Q10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ 
จะช่วยในเรื่องการสร้างเซลล์ผิว 
ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ไม่ต้องไปฉีกโบท็อกให้เจ็บตัว

Read More

วูบหมดสติ!!! สัญญาณอันตราย

พฤศจิกายน 14, 2018

ภาวะวูบหมดสติ (Syncope) เป็นอาการสูญเสียความรู้สึกตัว และการทรงตัวชั่วคราว โดยทั่วไปเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จากการศึกษาทางระบาดวิทยาของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่า อุบัติการณ์ของภาวะนี้เกิดขึ้นในคนทั่วไป 3% และในผู้สูงอายุพบมากถึง 23% สำหรับผู้ที่เคยมีอาการวูบหมดสติมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกถึง 1 ใน 3 เท่า

สาเหตุของภาวะนี้ว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Vasovagal Syncope) หรืออาจเกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือเสียน้ำมาก และจากยาบางชนิด ทั้งนี้ อาการวูบหมดสติ ที่เกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติชั่วคราว อาจถูกกระตุ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การขับปัสสาวะ การขับถ่ายอุจระ การกลืนอาหาร การไอ จาม ภาวะกลัวสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การถูกเจาะเลือด และการฉีดยา เป็นต้น

“ผู้ป่วยที่เป็นลมหมดสติ มีโอกาสเกิดอันตรายจากการหมดสติแล้วล้มลง โดยเฉพาะบางอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พนักงานขับรถ นักบิน นักประดาน้ำ คนงานก่อสร้าง ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำเติมจากการเป็นลมได้”

แนะนำว่าให้รีบช่วยเหลือด้วยการพานั่ง หรือนอนราบในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และรีบขอความช่วยเหลือเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลต่อไป เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุ และการรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่ก่อโรค โดยแพทย์จะตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจหลอดเลือด และตรวจพิเศษทางระบบประสาทอัตโนมัติ

ส่วนวิธีการการป้องกันสำหรับผู้ป่วย คือ ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง กินอาหารให้ถูกสัดส่วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน

 

 …

Read More

6 เครื่องดื่มที่ไม่สมควรทานคู่กับยา

พฤศจิกายน 13, 2018

ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มที่เหมาะสมจะทานกับยามากที่สุด คือ น้ำเปล่า
แต่ก็ยังมีผู้คนอีกเยอะแยะทานยาคู่กับเครื่องดื่มอื่นๆซึ่งเกิดเรื่องที่อันตรายมาก
ด้วยเหตุว่ายาบางประเภทเมื่อทานคู่กับเครื่องดื่มบางชนิดอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ 
และก็เพื่อป้องกันไม่ให้อันตรายดังกล่าวเกิดขึ้น พวกเราก็เลยได้รวบรวม เครื่องดื่มที่ไม่สมควรทานคู่กับยามาฝากกัน
1. 
กาแฟ หลายท่านมีความคิดว่าทานกาแฟคู่กับยาเลยก็ได้ ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวร้ายอะไร 
แต่ว่าเวลาใดที่ทานคู่กับยาจำพวก ยาแก้หวัด ยาขยายหลอดลม ที่มีฤทธิ์ทำให้ใจสั่น ก็อาจจะทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติได้
2. 
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเครื่องดื่มที่ทำลายตับอยู่แล้ว และก็เมื่อไรที่ทานคู่กับยาอย่าง 
พาราเซตามอล” จะยิ่งทำให้มีโอกาสสูงมากที่ตับจะวายแบบเฉียบพลัน
3. 
น้ำผลไม้ ห้ามทานน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวคู่กับยาลดกรดโดยเด็ดขาด 
เพราะนอกจากจะไม่ทำให้หายปวดท้องแล้ว ยังจะก่อให้ปวดท้องมากกว่าเดิมด้วย เพราะเหตุว่าน้ำผลไม้รสเปรี้ยวก็มีกรดด้วยเหมือนกัน
4. 
น้ำอัดลม มั่นใจว่าหลายคนคงกินน้ำอัดลมคู่กับยาบ่อยๆ 
เนื่องจากช่วยทำให้ไม่ต้องทนทานยาขมแต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างมาก 
เนื่องจากน้ำอัดลมอุดมไปด้วยกรดต่างๆและก็คาเฟอีน ที่ขัดกับหลักการทำงานของฤทธิ์ยา
5. 
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่สมควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนคู่กับยาขยายหลอดลม 
เนื่องจากอาจจะส่งผลให้เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเครื่องดื่มคาเฟอีนในที่นี้ไม่ได้หมายคือ 
กาแฟแล้วก็น้ำอัดลมแค่นั้น แต่ว่ารวมทั้งชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มอีกมากมายที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนด้วย
6. 
นม ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่านเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายขนาดไหน 
แต่การดื่มนมคู่กับยาเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิด เพราะนมมีแคลเซียมและก็โปรตีนที่จะขัดขวางการออกฤทธิ์ของยาได้

Read More

ไขปัญหาสุขภาพจิต กับอาการนอนไม่หลับ

พฤศจิกายน 8, 2018

ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตบางครั้งนำมาซึ่งการทำให้มีอาการนอนไม่หลับ
ทำให้ผู้ป่วยหลายรายที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้
มีอุปสรรคในการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิเช่น รู้สึกง่วงนอนหรืออ่อนเพลียระหว่างวัน
ไม่มีสมาธิทำงานหรือเรียนหนังสือ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวสามารถจัดการได้ โดยการสำรวจตัวเองถึงความคิดที่มักทำให้นอนไม่หลับ
หรือปรึกษาคนที่อยู่รอบข้าง รวมถึงขอคำแนะนำแพทย์ ถ้าหากพบว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง
ปัญหาด้านสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับยังไง?
ผู้ป่วยที่กำลังมีปัญหาสุขภาพจิต มีหลายรายได้รับผลข้างเคียงคืออาการ “นอนไม่หลับ”
ซึ่งอาจมาจากความคิดภายในจิตใจ ความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ อารมณ์ หรือความรู้สึก
โดยอาการทางจิตเวชที่ส่งผลให้นอนไม่หลับนั้นมีหลายอย่าง เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ ฯลฯ
การแก้ปัญหานอนไม่หลับในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพด้านจิต
1.ตรวจสอบตนเอง
ถ้าหากพบว่าตัวเองมีปัญหานอนไม่หลับ จะต้องตรวจก่อนว่าอะไรเป็นต้นสายปลายเหตุ
โดยการสังเกตว่าเวลานอนไม่หลับมักนึกถึงเรื่องอะไร ถ้านึกถึงประเด็นนั้นทุกครั้งเวลาเข้านอน
เป็นได้ว่าความคิดนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นอนไม่หลับ
แก้ไขได้โดยการเบี่ยงเบนความนึกคิดแต่ถ้าไม่อาจจะทำได้ควรจะขอคำแนะนำคนที่อยู่รอบข้าง
แล้วก็ถ้าเกิดไม่ดีขึ้นควรจะปรึกษาแพทย์ตามลำดับ

2.ปรับยา
คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตบางรายมีโรคประจำตัวที่อยู่ระหว่างการดูแลและรักษา เช่น โรคซึมเศร้า
ซึ่งการนอนไม่หลับอาจเป็นอาการหนึ่งของโรค แพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยทำให้คนไข้นอนหลับ
แต่ว่าถ้าเกิดพบว่าเริ่มนอนไม่หลับทั้งๆที่รับประทานยาตามหมอสั่งเป็นประจำ บางทีอาจต้องแก้ไขโดยการปรับยา
ทั้งนี้ควรจะปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อปรับยาภายใต้การวินัจฉัยของแพทย์ ไม่ควรปรับยาเอง

3.ปรึกษาคนที่อยู่รอบข้าง
ถ้าพบว่านอนไม่หลับจากความเครียด ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆควรจะหาที่ปรึกษา
อาจเป็นคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างที่เชื่อถือได้ เพื่อระบายความรู้สึกในใจ บางทีอาจช่วยให้ดียิ่งขึ้น
แต่ถ้าหากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ต่อไปเป็นลำดับ

4.ปรึกษาแพทย์
สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพทางจิตทำให้นอนไม่หลับ และไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยตัวเอง
บางทีอาจปรึกษาแพทย์เพื่อแพทย์ช่วยวินัจฉัยถึงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
รวมทั้งแก้ปัญหาได้ถูกจุด โดยการรักษาตามลักษณะของผู้ป่วย

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากนอนไม่หลับ

1.หลบหลีกการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์
พบว่าบางรายเมื่อนอนไม่หลับมีการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการใช้ยาแก้แพ้ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำ แต่ควรจะรักษาให้ถูกจุดจะดีที่สุด
2.อย่าตั้งใจนอน
คนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ มักมีพฤติกรรมตั้งใจนอนหรือบังคับตนเองให้นอน
แต่ว่าการกระทำแบบนั้นยิ่งส่งผลให้นอนไม่หลับ เพราะว่ามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการนอน
ทางที่ดีควรนอนสบายๆโดยไม่ต้องฝืนตนเองให้หลับ เมื่อร่างกายพร้อมที่จะหลับหรือง่วงก็จะหลับไปเองโดยธรรมชาติ
3.ไม่ปรับยาเอง
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางทีอาจจะต้องได้รับยาเพื่อนอนหลับปกติ แต่ว่าหากว่าเจอปัญหานอนไม่หลับ
ควรจะเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อทำการปรับยา แต่ว่าไม่สมควรปรับยาเอง
4.อย่าเก็บปัญหาไว้ผู้เดียว
ถ้าหากพบว่าตัวเองนอนไม่หลับจากความนึกคิดภายในจิตใจ อาจเป็นเรื่องราวในอดีตและอื่นๆควรหาที่ปรึกษา
อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียวเพราะจะมีผลให้เกิดความเครียด
ซึ่งนำไปสู่อาการทางจิตเวชที่ร้ายแรง บางทีอาจปรึกษาคนที่อยู่รอบข้างหรือปรึกษาแพทย์…

Read More