มาลดหุ่นสวย เป๊ะปัง อลังการ พร้อมที่จะใส่บิกินี่สวยๆ ไปเที่ยวทะเล

พฤษภาคม 21, 2018

 

เชื่อว่า สาว ๆ หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากที่จะออกกำลังเชื่อว่า สาว ๆ หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ หรือใส่บิกินี่สวย ๆ ไปอวดหุ่นริมชายทะเล ซึ่งหลายคนมีความกังวลใจว่า แขนจะใหญ่ไปไหม พุงจะล้ำหน้ารึป่าว ต้นขาจะมีเซลลูไลท์ หรือไม่ และนี่ก็เป็นสาเหตุและแรงจูงใจในการลดน้ำหนักของสาว ๆ ซึ่งวันนี้ เรามีวิธีแนะนำให้สาว ๆ ได้มีหุ่นที่ฟิตกระชับ ได้สัดส่วนก่อนที่จะได้ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดหุ่นสวยริมทะเล ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ  คาสิโน

คาร์ดิโอวันละ 20 นาที

ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ แล้ว การออกกำลังกายด้วยการคาร์ดิโอนั้น จะช่วยเผาผลาญพลังงานไปอย่างมากเลยทีเดียว  และนอกจากนี้ การวิ่งบนลู่วิ่งนั้น หรือการวิ่งตามสวนสาธารณะ ซึ่งควรวิ่งวันละ 20 นาที และข้อดีของการวิ่งนั้น จะช่วยให้เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดนั้น สูบฉีด  และช่วยให้ร่ายกายเผาผลาญ ลดการสะสมของไขมันได้เป็นอย่างไร

การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้า

ใครจะรู้ว่า น้ำมะนาวเนี่ยแหละที่จะช่วยลดน้ำหนักได้ วิธีการก็คือ ใส่น้ำอุ่นลงไปในถ้วย จากนั้นก็เติมน้ำมะนาวลงไปในด้วย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ดื่มเป็นประจำทุกเช้า ซึ่งน้ำมะนาวนั้นจะช่วยในการดีท็อกซ์ และเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ออกกำลังกายโดยการฝึกโยคะ

การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะนั้น จะช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และคลายอาการปวดเมื่อย  และยังช่วยให้สาว ๆ ที่อยากมีรูปร่างที่กระชับ ได้สัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือแขนได้ดีอีกด้วยและการเล่นโยคะที่ถูกต้องบาท่านั้น ยังมีข้อดีที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายอีกด้วย ทำให้สาว ๆ ที่เป็นชอบท้องผูก จะช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

นอนหลับให้เพียงพอ

สำหรับการพักผ่อนที่ดีที่สุด ก็คือการนอนหลับ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะการนอนดึกจะทำให้หิว และน้ำหนักขึ้นนั่นเองอีกทั้งการนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน ส่งผลให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมาก

และทริปการไปเที่ยวทะเลนั้น สำหรับสาว ๆ ที่อยากไปใส่ชุดว่ายน้ำ หรือชุดบิกินี่ หรือแม้กระทั่งชุดไปเที่ยวทะเล ซึ่งวิธีที่เรานำเสนอไปเป็นวิธีที่จะช่วยให้สาว ๆ มีหุ่นเป๊ะปัง แบบไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วนเลยทีเดียว…

Read More

ไขปัญหาสุขภาพจิต กับอาการนอนไม่หลับ

พฤศจิกายน 8, 2018

ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตบางครั้งนำมาซึ่งการทำให้มีอาการนอนไม่หลับ
ทำให้ผู้ป่วยหลายรายที่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้
มีอุปสรรคในการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิเช่น รู้สึกง่วงนอนหรืออ่อนเพลียระหว่างวัน
ไม่มีสมาธิทำงานหรือเรียนหนังสือ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวสามารถจัดการได้ โดยการสำรวจตัวเองถึงความคิดที่มักทำให้นอนไม่หลับ
หรือปรึกษาคนที่อยู่รอบข้าง รวมถึงขอคำแนะนำแพทย์ ถ้าหากพบว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง
ปัญหาด้านสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกับอาการนอนไม่หลับยังไง?
ผู้ป่วยที่กำลังมีปัญหาสุขภาพจิต มีหลายรายได้รับผลข้างเคียงคืออาการ “นอนไม่หลับ”
ซึ่งอาจมาจากความคิดภายในจิตใจ ความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ อารมณ์ หรือความรู้สึก
โดยอาการทางจิตเวชที่ส่งผลให้นอนไม่หลับนั้นมีหลายอย่าง เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ ฯลฯ
การแก้ปัญหานอนไม่หลับในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพด้านจิต
1.ตรวจสอบตนเอง
ถ้าหากพบว่าตัวเองมีปัญหานอนไม่หลับ จะต้องตรวจก่อนว่าอะไรเป็นต้นสายปลายเหตุ
โดยการสังเกตว่าเวลานอนไม่หลับมักนึกถึงเรื่องอะไร ถ้านึกถึงประเด็นนั้นทุกครั้งเวลาเข้านอน
เป็นได้ว่าความคิดนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นอนไม่หลับ
แก้ไขได้โดยการเบี่ยงเบนความนึกคิดแต่ถ้าไม่อาจจะทำได้ควรจะขอคำแนะนำคนที่อยู่รอบข้าง
แล้วก็ถ้าเกิดไม่ดีขึ้นควรจะปรึกษาแพทย์ตามลำดับ

2.ปรับยา
คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตบางรายมีโรคประจำตัวที่อยู่ระหว่างการดูแลและรักษา เช่น โรคซึมเศร้า
ซึ่งการนอนไม่หลับอาจเป็นอาการหนึ่งของโรค แพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยทำให้คนไข้นอนหลับ
แต่ว่าถ้าเกิดพบว่าเริ่มนอนไม่หลับทั้งๆที่รับประทานยาตามหมอสั่งเป็นประจำ บางทีอาจต้องแก้ไขโดยการปรับยา
ทั้งนี้ควรจะปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อปรับยาภายใต้การวินัจฉัยของแพทย์ ไม่ควรปรับยาเอง

3.ปรึกษาคนที่อยู่รอบข้าง
ถ้าพบว่านอนไม่หลับจากความเครียด ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆควรจะหาที่ปรึกษา
อาจเป็นคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างที่เชื่อถือได้ เพื่อระบายความรู้สึกในใจ บางทีอาจช่วยให้ดียิ่งขึ้น
แต่ถ้าหากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ต่อไปเป็นลำดับ

4.ปรึกษาแพทย์
สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพทางจิตทำให้นอนไม่หลับ และไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ด้วยตัวเอง
บางทีอาจปรึกษาแพทย์เพื่อแพทย์ช่วยวินัจฉัยถึงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
รวมทั้งแก้ปัญหาได้ถูกจุด โดยการรักษาตามลักษณะของผู้ป่วย

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากนอนไม่หลับ

1.หลบหลีกการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์
พบว่าบางรายเมื่อนอนไม่หลับมีการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ เช่น มีการใช้ยาแก้แพ้ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำ แต่ควรจะรักษาให้ถูกจุดจะดีที่สุด
2.อย่าตั้งใจนอน
คนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ มักมีพฤติกรรมตั้งใจนอนหรือบังคับตนเองให้นอน
แต่ว่าการกระทำแบบนั้นยิ่งส่งผลให้นอนไม่หลับ เพราะว่ามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการนอน
ทางที่ดีควรนอนสบายๆโดยไม่ต้องฝืนตนเองให้หลับ เมื่อร่างกายพร้อมที่จะหลับหรือง่วงก็จะหลับไปเองโดยธรรมชาติ
3.ไม่ปรับยาเอง
ผู้ป่วยทางจิตเวชบางทีอาจจะต้องได้รับยาเพื่อนอนหลับปกติ แต่ว่าหากว่าเจอปัญหานอนไม่หลับ
ควรจะเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อทำการปรับยา แต่ว่าไม่สมควรปรับยาเอง
4.อย่าเก็บปัญหาไว้ผู้เดียว
ถ้าหากพบว่าตัวเองนอนไม่หลับจากความนึกคิดภายในจิตใจ อาจเป็นเรื่องราวในอดีตและอื่นๆควรหาที่ปรึกษา
อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียวเพราะจะมีผลให้เกิดความเครียด
ซึ่งนำไปสู่อาการทางจิตเวชที่ร้ายแรง บางทีอาจปรึกษาคนที่อยู่รอบข้างหรือปรึกษาแพทย์…

Read More

3 เคล็ดลับ ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้กลับมาดีภายใน 1 อาทิตย์

พฤศจิกายน 4, 2018

มีนักโภชนการหลายคนได้ออกมาการันตีแล้วว่า การมีสุขภาพดีเริ่มง่ายๆได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานเพียงแค่นั้น 
ซึ่งคนไม่ใช่น้อยก็พอจะรู้สึกตัวบ้าง ว่าการกินอาหารของตนนั้นรังควานสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายขนาดไหน ฉะนั้นวันนี้พวกเราก็เลยได้เก็บรวบรวมเทคนิคที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงมาฝากกัน 
รับประกันว่าถ้าทำตามแล้วได้ผลใน อาทิตย์แน่ๆ จะมีอะไรบ้างพวกเราไปดูพร้อมๆกันเลยจ้า !!
1. 
กินน้ำเปล่าให้เยอะขึ้น
ลองเปลี่ยนแปลงจากการกินน้ำอัดลม ดื่มชา กาแฟ หรือน้ำหวานที่ไม่เป็นประโยชน์ มาเป็น กินน้ำเปล่าให้ได้มากที่สุด 
รับประกันได้เลยว่าร่างกายของคุณจะเปลี่ยนแปลงแน่ๆ เนื่องจากน้ำนอกเหนือจากระข่วยแก้กระหายแล้ว 
ยังช่วยทำให้ร่างกายเปียกชื้นทั้งยังภายนอกและภายใน นำมาซึ่งการทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายปฏิบัติงานได้ดีขึ้นด้วย 
และที่สำคัญไม่มีโซเดียมและน้ำตาลมาทำร้ายร่างกายแน่ๆ
2. 
ลดเครื่องปรุง
เมื่อในช่วงเวลาที่พวกเรารับประทานอาหารก็ควรจะหลีกเลี่ยงการปรุงเพิ่ม หรือลองก่อนที่จะปรุงเพิ่ม เนื่องจากว่าบางครั้งบางคราวรสของกินบางครั้งอาจจะดีอยู่แล้วก็ได้ 
สำหรับคนที่เริ่มทำใหม่บางทีก็อาจจะยังไม่เคยชินกับรสของกินก็ค่อยๆลดปริมาณเครื่องปรุงลง จากธรรมดาที่เคยใส่เต็มช้อน 
ก็ลดน้อยลงมาใส่เพียงแค่ครึ่งช้อน เพราะเหตุว่าการกินอาหารที่รสจัดเยอะเกินไปจะมีผลให้ไตทำงานมาก
3. 
ทานใยอาหารให้มาก
ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยชอบมีปัญหาในเรื่องระบบขับถ่าย เพราะไม่ค่อยทานผัก โดยเหตุนั้นการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อจำเป็นต้องเพิ่มผักที่มีกากใยอาหารสูงเข้าไปด้วย 
หรือผู้ใดกันที่ไม่ชอบทานผัก ให้ลองทานผลไม้ที่มีกากใยสูงก็ช่วยได้ด้วยเหมือนกัน หลังจากที่ทานผักอยู่เป็นประจำแล้วอาการท้องผูกก็จะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ
รับรองได้เลยว่าหากคุณกระทำตามทั้ง ข้อนี้ ร่างกายของคุณก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนั้นอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอด้วยล่ะ

Read More

เบื่อผมเป็ดแก้ด้วย 5 ทริดง่ายๆที่ผู้หญิงจะต้องทราบ !!

พฤศจิกายน 1, 2018

ปลายผมกระดกเป็นก้นเป็ด ผู้ที่ไม่ตัดผมสั่นอาจจะไม่มีทางรู้เรื่อง ยิ่งในเวลารีบ ยิ่งน่าหงุดหงิดนับว่าเป็นปัญหาสุดยอดเลย ไม่ต้องกังวลไปจ้ะ
ด้วยเหตุว่าวันนี้พวกเรามี เคล็ดลับจัดการกับปัญหาผมงอ บอกเลยว่าทำง่ายไม่ยุ่งยากและไม่เสียเวล่ำเวลา พร้อมแล้วพวกเราไปดูกันเลย
1. ใช้ที่ม้วนผม ก่อนเข้านอนใช้ที่ม้วนผม ไม่ว่าจะเป็นแบบนุ่มหรือแบบแข็งก็ใช้ได้ เอามาม้วนผมของพวกเรา ตื่นเช้าตรู่มาเราก็จะมีผมที่มีทรงสวย
หรือใครจะทำช่วงเช้าก็ได้เช่นกัน ม้วนผมเสร็จและจากนั้นก็เอาไดร์เป่า เพื่อให้ความร้อน ทำให้ผมเซ็ตตัว เท่านี้ก็ได้ผมที่สวยดังใจพวกเราแล้วจ้ะ
2. สระผมช่วงเวลาเช้า เมื่อพวกเราสระผมเสร็จ ผมของพวกเรายังแฉะอยู่ ทำให้การจัดทรงทำได้ง่าย โดยใช้ที่เป่าผมช่วยจัดทรงไป จะทำให้ผมอยู่ทรงตลอดวัน
หากพวกเราสระผมช่วงเวลากลางคืน จะก่อให้ความชื้นจะไปทำให้ ผมของพวกเรางอในช่วงเวลาเช้าได้
3. ปล่อยให้ผมแห้งด้วยผ้าขนหนู ปกติแล้ว เมื่อพวกเราสระผมเสร็จก็อยากจะให้ผมแห้งเร็วๆบางครั้งขยี้ผมกับผ้าขนหนูอย่างรุนแรง หรือใช้ไดร์เป่าทั้งทีผมยังเปียก
เพราะฉะนั้นอย่าใช้ผ้าขนหนูขยี้กับผมจนแรงเกินความจำเป็นเพราะว่าเป็นการทำร้ายเส้นผม
อาจจะทำให้ผมแห้งเสีย ขาดหลุดร่วงได้ ทางที่ดี พอสระเสร็จแล้ว พวกเราน่าจะห่อผมเอาไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเช็ดโดยค่อยๆใช้ผ้าขนหนูบีบเส้นผมไปทีละจุด แล้วค่อยใช้ไดร์แบบลมเย็นเป่าอีกครั้ง
4. มัดผมตอนนอน ใช้ยางรัดผูกผม ทำการแบ่งผมออกเป็นสองข้าง แล้วผูกตรงปลายผม โดยโก่งปลายเข้าไปภายในบางครั้งอาจจะทำก่อนนอนก็ได้ แนวทางลักษณะนี้ง่ายสุดเหมาะกับผู้หญิงที่ขี้เกียจม้วนหรือไดร์ผม
5. ใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม มีผลิตภํณฑ์จัดแต่งทรงผมให้ท่านได้เลือก ทั้งแบบสเปย์ แบบเจลตัดแต่งทรงผม
ควรที่จะทำการเลือกอันที่ทำให้ผมของพวกเราเรียงเส้นแบบธรรมชาติ ไม่จับตัวกันจนเป็นก้อน จะดีเยี่ยมที่สุดจ้ะ…

Read More

อาหารรสหวานที่ไม่มีน้ำตาล เหมาะกับคนลดหุ่น

ตุลาคม 31, 2018

มั่นใจว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่กำลังลดหุ่นควรจะมีความรู้สึกต้องการทานขนมหวานร่วมกันทั้งหมด แต่ว่าก็ติดตรงที่ว่าของว่างมีจำนวนน้ำตาลสูง 
ซึ่งพวกเราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าน้ำตาลเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การลดหุ่นเป็นได้ด้วยความยากลำบาก แต่ว่าก็ใช่ว่าจะไม่สามารถที่จะทานได้เลย 
ด้วยเหตุนี้วันนี้พวกเราก็เลยได้สะสมของกินรสหวานที่ไม่มีปริมาณน้ำตาลมาฝากกัน
1. 
น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะพร้าว แม้น้ำมันมะพร้าจะมีจำนวนไขมันอิ่มตัวที่ค่อนข้างจะสูง แม้กระนั้นก็สามารถช่วยควบคุมความต้องการน้ำตาลของพวกเราได้อย่างดีเยี่ยม
2. 
ชาชะเอม เป็นชาที่มีรสหวานตามธรรมชาติ พวกเราก็เลยสามารถกินได้โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเกี่ยวกับจำนวนน้ำตาลและก็แคลอรี่
3. 
มันหวาน เพียงแค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหวาน โดยเหตุนั้นผู้ที่ต้องการความหวานก็เลยสามารถทานได้ แม้กระนั้นจำต้องจำกัดจำนวนสำหรับการทาน เพราะเหตุว่าเป็นของกินที่มีจำนวนแป้งค่อนข้างจะสูง
4. 
แครอทแท่ง เป็นผักที่มีความหวานตามธรรมชาติมากยิ่งกว่าผักประเภทอื่นๆนอกนั้นยังอุดมไปด้วยไฟเฟอร์ก็เลยช่วยทำให้อิ่มท้อง
5. 
คอมบูชา ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่ถูกใจกินน้ำอัดลมพวกเราขอแนะนำให้เปลี่ยนมาดื่มคอมบูชาหรือชาหมักที่มีฟองแทนแต่ว่าจำเป็นต้องเลือกสูตรที่เป็นน้ำตาลน้อยนะ
6. 
เนยถั่ว นับว่าเป็นของกินยอดฮิตสำหรับคนลดความอ้วนอย่างยิ่งจริงๆ เพราะว่าเนยถั่วทำจากอัลมอนด์หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีรสหวานตามธรรมชาติ นอกนั้นยังอุดมไปด้วยไขมันดีและก็โปรตีน
7. ดาร์ก
ช็อกโกแลต 85 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำตาลเพียงแค่ 100 กรัมเพียงแค่นั้น นอกนั้นยังเป็นของกินที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากด้วย 
หากใครมีความรู้สึกว่ามีจำนวนน้ำตาลเยอะเกินไปสามารถเลือกทานแบบ 90 เปอร์เซ็นต์ได้
นอกเหนือจากควบคุมจำนวนการกินอาหารแล้ว เพื่อได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดควรจะบริหารร่างกายพร้อมๆกันด้วยอย่างต่ำอาทิตย์ละ 3-4 วัน วันละ 20-30 นาที

Read More

เมื่อมีอาการปวดหัวข้างเดียวมารบกวนชีวิต ควรจะแก้ไขอย่างไรดี

ตุลาคม 30, 2018

อาการปวดหัวข้างเดียวเป็นสิ่งที่สามารถมาเยือนใครก็ได้

เมื่อเป็นแล้วมันก็สร้างความรำคาญใจได้พอสมควร
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเรียนรู้วิธีแก้ไขมันเอาไว้
เมื่อใดก็ตามที่เป็นขึ้นมาจะได้จัดการกับมันได้

ก่อนอื่นมาทราบกันก่อนว่าอาการปวดหัวข้างเดียวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
มันมาจากการที่หลอดเลือดในสมัยนั้นบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปกติ
นั่นทำให้ศีรษะมีอาการปวดอย่างกะทันหัน และบางครั้งก็ค่อนข้างจะรุนแรง
มันอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยเช่นกัน

อันที่จริงมันอาจจะมาจากสาเหตุภายในร่างกาย เช่นพันธุกรรม
หรือว่าเป็นสาเหตุมาจากภายนอก เช่นการหักโหมทำงานอย่างหนัก
หรือว่าการอดนอน สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวได้
โดยอาการที่เกิดขึ้นนั้นแบ่งได้หลายแบบ
บางคนก็อาจจะปวดที่บริเวณขมับหรือว่าท้ายทอยก็ได้ บางครั้งก็อาจจะเป็นได้ทั้ง
2 ข้างพร้อมกันก็ได้ หรือไม่ก็สลับข้างกันไป

แต่ที่แน่ๆ คืออาการของมันนั้นมักจะเป็นในแบบรุนแรง
บางคนก็อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
โดยเอาจจะเกิดขึ้นขณะที่ปวดศีรษะหรือว่าหลังเกิดอาการปวดก็ได้
โดยก่อนหน้าที่จะเริ่มเกิดอาการ มักจะมีอาการผิดปกติทางสายตา
นั่นคือเห็นแสงระยิบระยับ หรือว่าเห็นแสงจ้า
ขณะที่ตอนปวดศีรษะนั้นก็มักจจะปวดแบบตุบๆ กินเวลาครั้งหนึ่งราวๆ ครึ่งชั่วโมง

เห็นได้ชัดว่ามันสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงควรที่จะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง
เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนอื่นเริ่มต้นด้วยสิ่งง่ายๆ
ก่อนเลย นั่นก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ทราบกันอยู่แล้วว่าร่างกายของเราจะทำงานผิดปกติถ้าหากว่าเราไม่สามารถนอน
หลับให้ได้ราวๆ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน

ต่อมาก็คือการงดการดื่มสุรา
นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดไมเกรนเลวร้ายมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเป็นอาการปวดหัวแบบตึงเครียดนั้น
การดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถที่จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้
แต่ก็ต้องเป็นในปริมาณที่เหมาะสม

การทำงานอย่างหนักมากจนเกินไป โหมงามแบบหามรุ่งหามค่ำ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน แม้ว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตการทำงานก้าวหน้า
แต่ถ้าหากว่าสุขภาพร่างกายเสื่อมถอยลงไปก็ไม่ไหว ควรที่จะทำทุกอย่างให้พอดีๆ
ไม่โหมงานจนต้องอดอาหาร ทานให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นอาการก็จะแย่ลงไปได้

สำหรับใครที่อาการรุนแรง
ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด
ควรนอนพักผ่อนในที่ที่เงียบและไม่มีเสียงรบกวน ให้ทานยาแก้ปวดไปด้วยก็ได้
ขณะที่การนวดเส้นเลือดที่กำลังเต้นอยู่ข้างขมัยก็ช่วยได้เช่นกัน
นี่แหละคือวิธีที่จะพอช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้…

Read More

ประโยชน์ ดีๆ ของ ใบบัวบก

ตุลาคม 28, 2018

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์สุขภาพหลายอย่างของใบบัวบก โดยเฉพาะในเรื่องเหล่านี้
ช่วยเยียวยาเส้นเลือดขอด
ใบบัวบกมีสารเคมีที่เรียกว่า TTFCA (triterpenic fraction of Centella asiatica)
เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ต่ออาการเส้นเลือดขอด เนื่องจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่จำเป็นในการสร้างความแข็งแรงของเยื่อบุและผนังเส้นเลือด
เส้นเลือดที่แข็งแรงทำให้มีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดน้อยลง
คอลลาเจนและอิลาสตินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวสุขภาพดี ที่มักสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น
อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของใบบัวบกในการรักษาเส้นเลือดขอด ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ใบบัวบกยังอาจช่วยเรื่องภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอ
ด้วยการลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนโลหิต
ภาวะเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดดำไม่เพียงพอเป็นอาการโรคซึ่งเลือดของคุณไหลเวียนไม่ดี อาจเกิดจากเส้นเลือดขอด
และยังมีส่วนในการทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูของเส้นเลือดเหล่านี้ด้วย
ช่วยในการสมานแผล
สารเคมีที่เรียกว่าไตเตอร์ปิโนอิดส์ (triterpenoids) ในใบบัวบก ดูจะช่วยเร่งการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น
ด้วยการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในบริเวณที่เป็นแผล ทำให้ผิวแข็งแรง และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังบริเวณแผล
การศึกษาในปี 2006 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Lower Extremity Wounds
ได้สำรวจผลกระทบของใบบัวบกที่มีต่อแผลในหนูทดลอง และพบว่าแผลที่รักษาโดยใบบัวบกนั้น
หายเร็วกว่าแผลที่ไม่ได้รับการรักษา ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองในมนุษย์
แต่นี่ก็ดูจะยืนยันถึงประโยชน์ของสมุนไพรชนิดนี้ในฐานะของยารักษาแผล
ลดอาการวิตกกังวล
การศึกษาในสัตว์ทดลองเมื่อปี 2016 พบว่า ใบบัวบกส่งผลต่อหนูตัวผู้ที่อดนอนเป็นเวลา 72 ชั่วโมง
การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอาการวิตกกังวล เกิดความเสียหายจากการออกซิเดชั่น และเส้นประสาทอักเสบ
เมื่อหนูได้รับสารสกัดใบบัวบกติอต่อกันห้าวัน ก่อนถูกทำให้อดนอน
จะมีพฤติกรรมที่แสดงถึงอาการวิตกกังวลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร Journal of Clinical
Psychopharmacology เมื่อปี 2000 ผู้ป่วยที่กินสารสกัดใบบัวบกมีอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงใหม่ที่ได้ยินลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน…

Read More

6 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านม อย่างดี

ตุลาคม 25, 2018

มะเร็งเต้านม โรคร้ายแรงที่เป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับผู้หญิง
และแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เจ้าโรคนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับตัวเองดังนั้นเราควรป้องกันไว้ก่อน
เพราะโรคมะเร็งเต้านมนั้นโดยส่วนมากแล้วเกิดจากพฤติกรรมการกินเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งมี 6 ผลไม้ต้านมะเร็งเต้านมอย่างดี ที่อยากให้ทุกคนได้รับประทานกัน
มาดูกันว่าควรจะกินผลไม้ทั้งที
มีผลไม้ชนิดไหนที่ช่วยป้องกันเราจากเจ้าโรคร้ายชนิดนี้ได้บ้าง
1. มังคุด
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผยให้เราเห็นว่าสารสกัดจากมังคุดช่วยทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว
ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งเต้านมเท่านั้นค่ะ
แต่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งทุกชนิดเลยทีเดียว
2. ส้ม
สารแคโรทีนอยด์ในส้มนั้นมีประโยชน์ในการปกป้องเราให้ห่างจากมะเร็งอย่างสูงเลยล่ะค่ะ
รวมถึงวิตามิน c ในส้ม ยังช่วยป้องกันเราจากหวัดได้อีกด้วย
เรียกว่ากินส้มแค่ผลเดียว แต่สามารถป้องกันเราจากหลายๆ โรคได้เลยนะ
3. ทับทิม
สารอาหารในทับทิมมีประโยชน์กับผู้หญิงอย่างเรามากเหลือเกินค่ะ
เพราะไฟโตนิวเทรียนท์ในทับทิมและกรดเอลลาจิก
รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ
นั้นสามารถทำหน้าที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายเราได้ค่ะ
โดยหน้าที่ของมันสามารถช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติได้
4. แอปเปิ้ล
กินแอปเปิ้ลวันละผลจะห่างไกลจากโรค คำนี้ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอค่ะ
เพราะแอปเปิ้ลจัดเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่สูงเลยที่เดียว
รวมถึงยังมีฟลาโวนอยด์ เส้นใยและสารอาหารอื่น ๆ
ที่ร่างกายสามารถนำมาใช้เพื่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย
ซึ่งสารอาหารส่วนมากมักสะสมอยู่ที่เปลือกของแอปเปิ้ลค่ะ
กินแอปเปิ้ลคราวหน้าก็อย่าปอกเปลือกทิ้งนะคะ
5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ
และสารที่มีคุณสมบัติต้านเซลล์มะเร็งร้าย โดยผลการวิจัยก็พบว่า
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รีมีสารพฤกษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน
(Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง
และลดเซลล์มะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้ถึง 60-75%
เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้กินบลูเบอร์รีเป็นประจำ
6. มะละกอ
ผลไม้สีส้มอย่างเช่นมะละกอนั้น อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน
และวิตามินต่างๆ ทั้งวิตามิน A C และสารอื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งทั้งหมดนี้มีคุณสมบัติช่วยในการต้านมะเร็งได้ค่ะ
โดยลักษณะการทำงานของสารเหล่านี้จะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของ
เนื้องอกหรือเซลล์ที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งซึ่งยังช่วยต้านทั้งมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้อีกด้วยค่ะ…

Read More

รู้จัก กลูคากอน สำหรับคนอยากหุ่นดี

ตุลาคม 22, 2018

ในร่างกายของเรามีฮอร์โมนที่สำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายอยู่หลายชนิด แต่ฮอร์โมน “กลูคากอน”
อาจไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตาคุ้นหูมากนัก ทั้งที่จริงแล้วมีความสำคัญต่อร่างกายมากมายไม่แพ้ฮอร์โมนชนิดอื่นๆ
ฮอร์โมนกลูคากอน คืออะไร?
ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้
โดยผลิตขึ้นมาจากเซลล์ชนิดหนึ่งในตับอ่อนที่ชื่อว่า Alpha cells
ฮอร์โมนกลูคากอนมีหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือด
ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนออกมาเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
โดยจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของตับให้เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่สะสมเอาไว้ในรูปแบบของ “ไกลโคเจน” ให้เป็น
“กลูโคส” เพื่อนำมาไหลเวียนผ่านกระแสโลหิตในร่างกาย และฮอร์โมนกลูคากอนยังช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน
และกรดไขมันเพื่อเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการกลูโคสเพิ่มอีกด้วย
ฮอร์โมนกลูคากอน VS ฮอร์โมนอินซูลิน
จากการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอนที่เข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย
ทำให้สังเกตได้ว่าฮอร์โมนกลูคากอนทำงานตรงกันข้ามกับฮอร์โมนอินซูลินที่เข้าไปลดระดับน้ำตาลในเลือด
ดังนั้นทั้งฮอร์โมนกลูคากอน และฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่คอยเพิ่ม
และลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะสมดุลนั่นเอง
อันตรายจากภาวะฮอร์โมนกลูคากอนต่ำ
หากในร่างกายอยู่ในภาวะฮอร์โมนกลูคากอนต่ำ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ซึ่งปกติภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจจะเกิดขึ้นได้ในตอนเช้าที่ลุกขึ้นจากเตียงเร็วๆ แล้วตาลาย หน้ามืด
แต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะมีอาการที่ดีขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป
แต่หากอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย ดังนี้
หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน
เหงื่อออกง่าย
กระวะกระวายใจ มือสั่น อยู่ไม่สุข
หัวใจเต้นแรง รู้สึกหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม
ตัวเย็น มือเย็น รู้สึกชาๆ ที่ปาก และใบหน้า

ง่วงซึม อ่อนเพลีย ไม่ค่อยตอบสนอง ไม่ค่อยมีสติ พูดจาไม่รู้เรื่อง
อาจชัก หรือหมดสติได้ หากถึงโรงพยาบาลช้า อาจเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
หากพบว่าร่างกายอยู่ในภาวะน้ำตาลต่ำ อาจได้รับการฉีดฮอร์โมนกลูคากอนเพิ่มในระหว่างการรักษา
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ให้การรักษา…

Read More

ความเป็นมาของผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ไอเท็มที่ผู้หญิงต้องมี

ตุลาคม 22, 2018

ผู้หญิงทุกวันนี้เรื่องของความสวยความงามนั้นต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์เสริมความงามย่อมมีส่วนสำคัญ
และมันก็มีประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างจะยาวนานด้วย เราลองมาเรียนรู้กัน
จากการที่นักโบราณคดีได้ศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมความงามกันมา
ได้พบว่ามีการนำเอาเครื่องหอมมาใช้กันแล้วในสมัยโบราณ โดยหลักๆ
ก็จะเป็นการนำเอามาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อในศาสนา
โดยเฉพาะที่ประเทศอียิปต์ซึ่งดูเหมือนว่าจะล้ำมากกว่าที่อื่น โดยเฉพาะ
คลีโอพัตรา ซึ่งเป็นราชินีแห่งอียิป์
ทราบกันดีว่าเธอขึ้นชื่อด้านความสวยความงามมาแต่ไหนแต่ไร
คลีโอพัตรา ใช้เครื่องสำอางและเครื่องประทินผิวต่างๆ
เพื่อเสริมสร้างสเน่ห์ในตัวเอง
เป็นศิลปะแขนงหนึ่งในยุคสมัยนั้นที่ทำให้ผู้หญิงดูเลอค่าขึ้นมา
และสิ่งนี้ก็ได้สืบทอดกันมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบัน ในยุคสมัยใหม่
ประเทศฝรั่งเศสนั้นให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เสริมความงามเป็นอย่างมาก
โดยพวกเขาได้แยกกิจการของเครื่องสำอางออกมาจากการแพทย์อย่างชัดเจนเลย
อีกทั้งยังได้แยกย่อยประเภทของศิลปะการใช้เครื่องสำอางไปอีกด้วย
ส่วนใหญ่ในตอนแรกก็เป็นการลองผิดลองถูก จากนั้นเมื่อวิทยาการพัฒนาขึ้น
ก็เริ่มมีการเข้าแล็บวิจัยกันเป็นเรื่องเป็นราว
แต่ละบริษัทนั้นก็จะผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพมากที่สุด
ครองใจลูกค้าซึ่งเป็นผู้หญิงให้ได้มากที่สุด
ดังนั้นนอกเหนือจากการวิจัยกันแล้วก็จะต้องนำมาทดลองใช้กันพอสมควร
ก่อนที่จะนำออกมาวางจำหน่ายตามท้องตลาด
ทั้งนี้ก็เพราะทุกอย่างเป็นการแข่งขันที่สูง จะไม่สามารถพลาดอะไรได้เลยนั่นเอง
เครื่องสำอางถูกแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
อย่างแรกก็คือแบบที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์สำหรับการตกแต่ง
เป็นการทำความสะอาดผิวหนัง หรือป้องกันผิวหนังจากอันตรายต่างๆ
อย่างเช่นครีมหรือสบู่ ขณะที่อีกประเภทจะใช้เสริมความงาม ใช้ตกแต่งผิวพรรณ
โดยจะมีหลายอย่างด้วยกันเช่นแป้ง, อายไลเนอร์, ลิปสติก ฯลฯซึ่งจะให้ไล่มาครบหมดก็คงไม่ไหว
เพราะในสมัยนี้มีวางจำหน่ายกันหลายอย่างเหลือเกิน
เครื่องสำอางในปัจจุบันนั้นมีของปลอมวางจำหน่ายอยู่ด้วย มองเผินๆอาจจะไม่ได้อันตรายอะไร
แต่สำหรับผู้ใช้บางคนที่มีอาการแพ้มันก็อาจส่งผลเสียมากอยู่เหมือนกัน
ดังนั้นจึงควรตัดสินใจให้ดีๆ ก่อนซื้อ
บางครั้งการยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้ของดีมาก็ย่อมดีกว่าใช้ของถูกแล้วส่งผลเสียต่อตัวเราเอง
นี่แหละคือประวัติความเป็นมาของผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
จะเห็นได้ชัดเลยว่ามันมีการเดินทางมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ
ต้องลองผิดลองถูกกันมามากมาย กว่าที่จะมาเป็นอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้…

Read More

ประโยชน์จากกะทิ

ตุลาคม 19, 2018

ถ้าหากมองเห็นเพียงแค่ประเด็นนี้แล้วขอทายใจเลยว่าควรมีคนไม่ใช่น้อยกำลังโต้แย้งอยู่ในใจว่า คุณประโยชน์ของน้ำกะทิ มีด้วยหรอ 
เพราะว่าทุกๆวันนี้พวกเรามักได้ยินได้มองเห็นแต่ว่าข้อเสียที่เกิดขึ้นจากด้านการกินน้ำกะทิเป็นส่วนมากกระทั่งเกือบจะไม่มีผู้ใดรู้ถึงผลดีที่ได้จากน้ำกะทิกัน 
ซึ่งแต่เดิมแล้วน้ำกะทิเองก็มีมูลเหตุจากน้ำมะพร้าว เพียงพอบอกอย่างงี้และจะเป็นที่ทราบกันดีอีกว่าน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆล้านแปดมากไม่น้อยเลยทีเดียวเกินจะจำ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำกะทิที่มีมากยิ่งกว่าความหวานหอม กลมกล่อมละมุนละไมเมื่อนำไปแต่งรสอะไรก็ตามรวมทั้งแสดงว่าคุณประโยชน์หลักของน้ำกะทิก็มีคุณประโยชน์ที่พวกเราจะได้รับจากน้ำมะพร้าวนั่นเอง แต่ว่าจำเป็นต้องทานในจำนวนที่เหมาะสมไม่ได้ทานมากเกินความจำเป็น
.
โดยผลดีสิ่งแรกเลย เป็น สารอาหารในน้ำกะทิ อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายประเภท ค่อนข้างจะครบอีกทั้งวิตามินรวมทั้งแร่ต่างๆรวมทั้งแคลเซียม โพสแทสเซียมอีกด้วย
.
ในน้ำกะทิมีไขมัน แต่เป็นไขมันที่ดี นั่น ก็ เป็นคลอไรด์ไขมันอิ่มตัว รวมทั้งกรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ยุ่งยากต่อการย่อยและก็โยกย้ายสบายเมื่อบริโภคเข้าไป เอาง่ายๆ
ก็คือเมื่อรับประทานน้ำกะทิเข้าไปแล้วร่างกายจะแปลงให้เป็นพลังงานในตับในทันทีไม่ไปสะสมเป็นไขมันเช่นเดียวกับน้ำมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายแหล่
.
น้ำกะทิสามารถเอามาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณได้ดีไม่น้อยไปกว่าน้ำมะพร้าวเลย แต่ว่าจะเด่นในเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มความสดชื่นให้กับผิวรวมทั้งทุเลาผิวที่แห้งรวมทั้งเป็นผื่น 
นอกจากนั้นยังสามารถเอามาปรับใช้เป็นน้ำมันในการบำรุงเส้นผมได้อย่างเหมาะสม
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงคุณประโยชน์โดยผิวเผินของน้ำกะทิแค่นั้น ซึ่งพวกเราจะมองเห็นได้ว่ามันก็เป็นประโยชน์มากไม่น้อยเลยทีเดียวที่พวกเราไม่รู้จักมาก่อน ด้วยเหตุนี้จำต้องลบความเชื่อถือหรือความคิดไม่ถูก
สำนักงานกินน้ำกะทิไม่มีสาระอันใด แต่ทว่าพวกเราจำเป็นต้องรู้จักควบคุมจำนวนสำหรับเพื่อการทานน้ำกะทิเพียงแค่นั้นอะไรก็ตามหากทานมากเกินความจำเป็นจะไม่ดีต่อร่างกายทั้งหมด

Read More