เรียนรู้กับอาการเจ็ทแล็ก อีกหนึ่งฝันร้ายของนักเดินทาง

สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆน่าจะรู้จักกับอาการเจ็ทแล็กกันเป็นอย่างดี
มันคือฝันร้ายโดยแท้จริงเมื่อต้องเดินทางไกลเราจะมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น
อาการเจ็ทแล็ก เขียนเป็นภาษาอังกฤษตามตัวเลยก็คือ Jet Lag
เป็นอาการเมาเขตเวลาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเดินทางข้ามเขตเวลาที่แตกต่างกัน
มากๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากว่าเราเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังนิวยอร์กซึ่งมีความแตกต่างของเวลา 12 ชั่วโมง
ร่างกายของเราที่ยังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเขตเวลาของประเทศไทยอยู่ก็จะปรับ
ตัวไม่ทัน ทำให้ง่วงในเวลาที่ยังไม่ควรนอน หรือนอนไม่หลับในเวลาที่ควรนอน
เมื่อต้องใช้ชีวิตในเขตเวลาของนิวยอร์กเมื่อเจอกับอาการเจ็ทแล็ก ในช่วงแรกๆ
ที่ร่างกายยังปรับตัวไม่ได้ก็อาจทำให้เราเจอปัญหาหลายๆ อย่าง
เพราะการปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับเขตเวลาใหม่นั้นมันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการปรับเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา
แต่มันก็มีวิธีหลากหลายที่จะช่วยผ่อนให้อาการนั้นทุเลาลงและปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ดีมากขึ้น
โดยผู้ที่รู้ว่าจะต้องเดินทางข้ามเขตเวลาไกลๆก็จะต้องพยายามปรับการใช้ชีวิตตามเวลาในเขตเวลาใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ
ก่อนเดินทาง 2-3 วัน ถ้าเป็นไปได้ก็ปรับเวลาเข้านอนใหม่สักวันละ 1 ชั่วโมงเมื่อถึงวันที่ต้องเดินทางจริง อาการจะได้ทุเลาลง และค่อยๆ
ไปปรับตัวเพิ่มเติมเอาอีกเมื่อถึงที่หมายปลายทางหรือถ้าโชคดีก็ปรับตัวได้แบบสมบูรณ์เมื่อเดินทางไปถึง
เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนนั้นควรงดในช่วงของการเดินทางที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดอาการเจ็ทแล็ก ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน
เนื่องจากอากาศบนเครื่องบินนั้นจะแห้งมากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำและทำให้เราเกิดอาการเจ็ทแล็กได้มากขึ้นด้วย
เมื่อถึงที่หมายปลายทางแล้วให้พยายามทำตัวตามเวลาของท้องถิ่นให้มากที่สุดในเวลากลางวันก็ควรพาตัวเองออกไปกลางแจ้งเพื่อรับแสงแดด
ทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับเขตเวลาใหม่ จะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น พยายามเดินมากๆหรือออกกำลังกายแต่พอสมควร เพื่อให้เราไม่ง่วงในเวลากลางวัน
และเมื่อถึงเวลาที่ควรนอนก็จะได้หลับง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ายังนอนไม่หลับจริงๆ
ก็อาจจะต้องใช้ยานอนหลับในช่วงคืนแรก เพื่อให้นอนได้ตามเวลาท้องถิ่นจริงๆแต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ ไม่เช่นนั้นจะติดจนกลายเป็นนิสัย
และส่งผลเสียในระยะยาวนี่ก็คือการเรียนรู้กับอาการเจ็ทแล็ก ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยให้ใครหลายๆ
คนที่มีความเสี่ยงต้องเจอกับอาการนี้รับมือกับมันได้ดีขึ้นจะได้ไม่กลายเป็นฝันร้ายสำหรับการเดินทางข้ามเขตเวลากันอีกต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *