ผู้เขียน: huntresslibrary

คนอ้วนต้องอ่าน “คนอ้วนกับการออกกำลังกาย” โดย อ.นพ.ชนินทร์ ล่ำซำ

กันยายน 6, 2018

โรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยขจัดความอ้วน
ทำให้คุณภาพชีวิตและภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ทั้งช่วยลดความเครียดให้น้อยลง
และยังสามารถควบคุมบรรเทาอาการ หรือทำให้ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้ดีที่สุด
ทั้งนี้การออกกำลังกายที่ได้ผลดีและถูกวิธีขึ้นอยู่กับเพศ วัย รวมถึงการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย
และที่สำคัญที่สุดยังต้องคำนึงถึงโรคประจำตัวที่มีอยู่ด้วย
ความแตกต่างของเพศและวัยกับการออกกำลังกาย
โดยทั่วไปแล้วจะไม่แตกต่างกันเพราะส่วนมากนั้นจะออกกำลังกายเพื่อเน้นในเรื่อง
ของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทำงานของระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ
และความยืดหยุ่น ที่ใช้เป็นเกณฑ์ของการออกกำลังกาย
แต่จะมีรายละเอียดเล็กน้อยที่แตกต่างกัน เช่น การยกน้ำหนัก ในวัยเด็ก
กล้ามเนื้อยังไม่มีการพัฒนา การออกกำลังกายจึงไม่เน้นในเรื่องของกล้ามเนื้อ
แต่จะเน้นในเรื่องของความเข้าใจในเทคนิคต่าง ๆ ที่ควรทราบเพื่อที่จะนำมาพัฒนาใช้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
เมื่ออายุสูงเพิ่มมากขึ้นจะเน้นจำนวนครั้งให้มากขึ้น แต่จะไม่เพิ่มน้ำหนักของอุปกรณ์
เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บได้ในวัยผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าจะยกน้ำหนักไปเพื่ออะไร
เพราะถ้าจะเน้นเพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ หรือเพื่อให้กล้ามเนื้อมีกำลังและแข็งแรงนั้น
จะมีวิธีการฝึกที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความต้องการของแต่ละบุคคล
ส่วนในความแตกต่างเรื่องของเพศนั้น
เพศชายและเพศหญิงโดยส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกันมากแต่จะต่างกันในเรื่องพื้นฐานของการกีฬา
ทางวัฒนธรรมซึ่งอาจจะเลือกตามความชอบและความเหมาะสม
ปัญหา อุปสรรคของการเลือกออกกำลังอย่างเหมาะสม
สำหรับคนอ้วนหรือคนที่น้ำหนักเกินจะมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติคล้ายกับคนปกติทั่วไป
แต่จะมีโอกาสเสี่ยงในเรื่องของการบาดเจ็บทางระบบข้อต่อและกล้ามเนื้อมากกว่า
เนื่องจากน้ำหนักมากจึงทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อที่ควรระมัดระวังมาก หรือในคนอ้วนบางคนอาจมีโรคต่างๆอยู่ เช่น
โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
และบางคนอาจจะมีการระบายความร้อนได้ไม่ดี เนื่องจากมีไขมันอยู่มากทำให้มีปัญหาในเรื่องของระดับความร้อนที่เพิ่มขึ้น
ในการออกกำลังกายควรเลือกในประเภทที่ไม่มีแรงกระแทกที่รุนแรงนัก เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน การเต้นลีลาศ การว่ายน้ำ หรือการเต้นแอโรบิค
และอุปกรณ์ที่ใช้อาจจะช่วยลดแรงกระแทกได้ เช่น รองเท้า เป็นต้น
จุดประสงค์ของการออกกำลังกายสามารถจำแนกออกเป็นประเด็นต่างๆได้
ทั้งนี้เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือเพื่อลดน้ำหนัก
หลักเกณฑ์การออกกลังกายสำหรับลดน้ำหนัก และเพิ่มกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักกับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อนั้นต่างกัน
เพราะคนที่จะออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อจะเน้นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อที่ต้นแขน
ก็จะออกกำลังกายเน้นในช่วงต้นแขนตามที่ต้องการ
โดยจะมีวิธีการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน
ส่วนคนที่จะออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก จะเน้นว่าทำอย่างไรให้น้ำหนักลดลง
ซึ่งจะต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมอาหาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การควบคุมความเครียด
และโดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานที่ต้องการให้ได้ 300-400 กิโลแคลอรี/วัน หรือ 1000-2000 กิโลแคลอรี/สัปดาห์
ซึ่งจะต้องออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ หรือทุกวัน และใช้เวลา 40-60 นาที/วันหรืออาจจะแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงเช้า 20-30 นาที
และช่วงเย็นอีก 20-30นาที โดยจะเพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเผาผลาญพลังงาน
บางคนอาจจะยังไม่มีพื้นฐานทางด้านกีฬาก็ต้องเลือกเล่นกิจกรรมที่ง่าย ๆ ก่อนส่วนคนที่มีพื้นฐานหรือทักษะทางด้านกีฬาอยู่แล้วก็สามารถเลือกเล่นตามที่ตนเองชอบได้
ประเด็นที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย คือ การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
ฉะนั้นในการเลือกประเภทหรือรูปแบบของการออกกำลังกายจะต้องเลือกตามที่ตนชอบ รู้สึกสนุกกับการเล่นกีฬานั้น และไม่เป็นการฝืนจิตใจ
และขึ้นอยู่กับประสบการณ์ โอกาส อุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการออกกำลังกายหรือไม่ ในการเล่นกีฬาควรเริ่มจากช้า ๆ
เบา ๆ ก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาและความหนักมากขึ้น เพื่อลดปัญหาความเจ็บปวดของแต่บุคคล
อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาได้หลายรูปแบบ
รวมทั้งการทำงานบ้าน หรือการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เดิน
ก็ควรจะเดินแบบกระฉับกระเฉง และหนักหน่วงไม่ใช่การเดินทอดน่อง เป็นต้น
กิจกรรมต่าง ๆ การเผาผลาญแคลอรีได้เท่ากันหรือไม่
ในแต่ละกิจกรรมการเผาผลาญจะต่างกัน
เพราะกีฬาที่เคลื่อนไหวช้าจะใช้พลังงานน้อยทำให้ได้ผลน้อยและในกิจกรรมที่เคลื่อนไหวรุนแรงจะช่วยลดแคลอรีได้มากขึ้น เช่น
การวิ่งเหยาะกับการวิ่งเร็ว จะใช้พลังงานที่แตกต่างกัน แต่ในคนอ้วนควรเริ่มเล่นจากน้อย ๆ ก่อน
สำหรับคนอ้วนควรใช้เวลาออกกำลังกาย 5-7 วัน/สัปดาห์ และ3-5วัน/สัปดาห์สำหรับคนปกติทั่วไป โดยต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
คนอ้วนก่อนออกกำลังควรได้รับคำแนะนำหรือตรวจร่างกายก่อนหรือไม
ถ้ามีโรคประจำตัวก็ควรที่จะต้องศึกษาหาความรู้ก่อน
แต่ถ้าไม่มีหรือเป็นเด็กอ้วนก็สามารถออกกำลังกายได้แต่ต้องสังเกตอาการของตนเองด้วยว่า
หลังจากออกกำลังกายแล้วมีอาการอย่างไรหรือไม่ เช่น จุกเสียด หน้ามืด วิงเวียน
ปวดข้อ หรือเดินลำบาก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
หากไม่มีอาการก็สามารถเล่นได้ตามปกติ จึงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าเป็นโรคต่างๆ อยู่หรือไม่
การออกกำลังกายอย่างหักโหมจะมีผลอย่างไร
มีผลเสียมากกว่า เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมาก
ถ้าเกินกำลังของร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้ หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่ อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้
ฉะนั้นจึงควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับรูปร่างสรีระของตนเอง
ความจำเป็นของการอบอุ่นร่างกาย
ในช่วงเวลาของการเริ่มออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกายก่อน 5 นาทีแรกของการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญและควรระวังคือ
ช่วงของการหยุดออกกำลังกายเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด
ไม่ควรหยุดกิจกรรมโดยทันทีเพราะในช่วงเวลานั้นหัวใจจะเต้นแรง
และเลือดยังค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีการสูบฉีดไปสู่หัวใจ
จึงถือว่าเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด และเป็นสาเหตุให้เกิดการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ถ้าจะหยุดกิจกรรมควรที่จะค่อย ๆ หยุดใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
ที่จะผ่อนการออกกำลังกายต่าง ๆเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงจนเป็นปกติและให้กล้ามเนื้อคลายการทำงานช้าลง
ปัจจุบันมีหลาย ๆหน่วยงานที่หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายกันมากขึ้น
โดยเฉพาะการเต้นแอโรบิค อีกทั้งยังให้ความสะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ คือ อุปกรณ์ และสถานที่ของการออกกำลังกาย
ประการสำคัญและควรปฏิบัติในการออกกำลังกายคือ การค่อย ๆ ปฏิบัติคอยสังเกตอาการของตนเอง และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ…

Read More

จิบกาแฟวันละนิด ประโยชน์มากกว่าที่คิด

กันยายน 5, 2018

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ข้อดีของกาแฟ กาแฟคือเครื่องดื่มยอดนิยมของคนวัยทำงาน
การดื่มกาแฟเช้าๆจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส และสามารถทำงานได้โดยไม่รู้สึกง่วง นี้แหละคือข้อดีของมันที่เรารู้
แต่รู้หรือไม่ว่ามันมีอะไรมากว่านั้น
โดยกาแฟสำเร็จรูปโดยทั่วไป 1 แก้วประกอบด้วยคาเฟอีนประมาณ 85-100 มิลลิกรัม แต่หากเป็นกาแฟชงสดจะมีคาเฟอีน
100-150 มิลลิกรัมต่อแก้ว จริงอยู่ที่เราไม่ควรทานมันมากเกินไป มันจะเป็นข้อเสียต่อร่างกาย เช่น
คาเฟอีนในกาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และสังกะสี ดังนั้น
เด็กจึงไม่ควรดื่มกาแฟ
แต่มันมีดีมากกว่านั้นยกตัวอย่าง 3 ข้อง่ายๆเลยเพียงจิบรสชาติของมันเบาๆ
– ป้องกันการเกิดมะเร็ง กาแฟมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณสูง
เพียงเราดื่มวันละนิดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในช่องปาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกมะเร็ง
ต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับได้
– ช่วยในด้านความจำ ผลการวิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
พบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้ อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม
ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง
– ช่วยเผาผลาญพลังงาน จากงานวิจัยของต่างประเทศ ระบุว่า ถ้าดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายเวลาประมาณ 30 นาที
จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ 30%- 50% ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้เร็วกว่าปกติ และเมื่อทำทุกๆวัน
กาแฟจะกลายเป็นเครื่องดื่มหลักๆของคุณเลยก็ว่าได้ แต่อย่าดื่มมากเกินไป…

Read More

รวมสูตรพอกผิว แก้ผิวไหม้

กันยายน 3, 2018


ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อน
ทำให้หลายคนที่ต้องตากแดดต้องเจอกับปัญหาผิวไหม้ทำให้แสบผิวอยู่เป็นประจำ
แม้ว่าจะทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านแล้วก็ตาม
เราจึงได้รวบรวมสูตรพอกผิวแก้ผิวไหม้ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ
เพราะใช้แต่ของใกล้ตัว สำหรับใครที่พบเจอกับปัญหานี้อยู่ก็ลองเอาไปใช้กันได้
สูตรที่ 1

ส่วนผสม นมสด 1 แก้ว, น้ำมันมะพร้าว ½ ถ้วย และ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วิธีทำ นำนมสด น้ำมันมะพร้าว และ โยเกิร์ต มาผสมแล้วข้นให้เข้ากัน
จากนั้นนำมาพอกบริเวณที่มีอาการไหม้แดด ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบเพิ่มขึ้น
สูตรที่ 2

ส่วนผสม นมสด 1 แก้ว, น้ำใบบัวบก 1 แก้ว และ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วิธีทำ นำส่วนผสมทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน
เสร็จแล้วก็นำมาพอกบริเวรที่มีอาการไหม้ ประมาณ 10-15 นาที
โดยสามารถใช้น้ำใบบัวบกแช่เย็นได้ เพราะจะช่วยให้ผิวเย็นสบายมากยิ่งขึ้น
เมื่อครบ 15 นาทีแล้ว ก็ล้างออกด้วยน้ำเย็นโดยไม่ต้องขัดผิว เพื่อลดอาการอักเสบ
สูตรที่ 3

ส่วนผสม โยเกิร์ต 1 ถ้วย, น้ำใบบัวบก 1 แก้ว และ เจลว่านหางจระเข้ 1 ถ้วย
วิธีทำ สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่มีอาการผิวไหม้เป็นบริเวณกว้าง
ส่วนวิธีทำก็ทำเหมือนกับสูตร 1 และ สุตร 2
แตกต่างกันตรงที่สูตรนี้จะใช้เวลาให้การพอกประมาณ 15-20 นาที
แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็น
สูตรที่ 4

ส่วนผสม นมสด 1 แก้ว, น้ำเย้น 1 แก้ว และ เจลว่านหางจระเข้ 1 ถ้วย
วิธีทำ สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่สามารถหาน้ำใบบัวบกได้
ก้ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำเปล่าแทน ซึ่งวิธีการทำก็เหมือนกับสูตรที่ 3
แต่สูตรนี้จะพอกทิ้งไว้จนกว่าความเย็นจะหายไป
จากนั้นก็ล้างออกอย่างเบามือด้วยน้ำสะอาด ก็เป็นอันเสร็จสิ้น…

Read More

การเลือกเวย์โปรตีนสำหรับคนเพิ่งเริ่มหัดทานใหม่ๆ

กันยายน 2, 2018

หลายคนหันมาเริ่มรักสุขภาพมากขึ้นจึงหันไปออกกำลังกาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะเข้ายิมเล่นฟิตเนส
และอาจจะได้ยินว่าหนึ่งในการเสริมสร้างร่างกายนอกจากจะออกกำลังกายแล้วนั่นคือการกินเวย์โปรตีนซึ่งพูดง่ายๆก็คืออาหารเสริมนั่นเอง
สำหรับเวย์โปรตีนนั้นไม่ใช่อาหารที่ทานแล้วทำให้กล้ามใหญ่เหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด
แต่มันคือโปรตีนที่จะช่วยเพิ่มเติมความต้องการของร่างกายมากยิ่งขึ้น
โดยมีเหตุผลหลักในการทานคือการซ่อมแซมร่างกาย
ซึ่งจริงๆแล้ว็เมื่อกับเราทานอาการที่มีโปรตีนทั่วไปเพียงแต่เวย์โปรตีนจะทานได้ง่ายขั้นเท่านั้น
แต่ก็มีคำถามที่เกิดขึ้นมาเยอะมากว่าเวย์โปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทานหรือไม่
เพราะหากถูกเรียกว่าอาหารเสริมก็จะถูกมงว่าไม่ได้มีความจำเป็นมากต่อร่างกายอยู่แล้วอย่างไรก็ตามมัน
ก็ถูกจัดว่ามีความจำเป็นไม่น้อยเลยทีเดียวหากมองถึงประโยชน์ของมันที่ร่างกายเราจะได้รับเมื่อรับประทานโดยเฉพาะคนเล่นกล้าม
โดยคนเล่นกล้ามนั้นส่วนใหญ่ได้รับการวิจัยมาแล้วว่าจะบริโภคโปรตีน 0.8 กรับต่อน้ำหนักของร่างกาย
1 ปอนด์ ซึ่งจะได้รับต่อวัน
ซึ่งปริมาณของโปรตีนนั้นหากเราต้องเลือกทานทางด้านของกล่องก็มีบอกอยู่แล้วที่จะบอกถึงสารอาหาร
รวมไปถึงส่วนประกอบต่างๆว่ามีอะไรบ้างอีกทั้งยังเป็นการบ่งบอกคุณภาพของสินค้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจ
ต่อผู้บริโภคว่าจะไม่มีโปรตีนชนิดคุณภาพแย่อย่างแน่นอน
สำหรับการเลือกเวย์โปรตีนนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆตือเวย์โปรตีนแบบคอนเซนเทรท
เวย์โปรตีนแบบไอโซเลท และเวย์โปรตีนแบบไฮโดรไลเซทส์
ซึ่งแต่บะประเภทจะให้โปรตีนรวมถึงคุณภาพที่แตกต่างกัน
แต่ทั้งสามชิดก็มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกันนั่นคือหากเราเป็นคนที่แพ้นม
ซึ่งเป็นอาหารที่มีกรดแลคตัสที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียก็ควรที่จะเลือกทานเวย์โปรตีนแบบไฮโดรไลเซท
ส์ที่มีกรดแลคโตสน้อยกว่าทำให้ไม่เกิดอาการท้องอืดนั่นเอง
ซึ่งจริงๆแล้วการเลือกเวย์นั้นโปรตีนนั้นถูกแบ่งแยกย่อยออกมาได้ 4 ข้อด้วยกัน
ข้อแรกคือคอนเซนเทรต ซึ่งจะเป็นการสกัดเอาเฉพาะโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย
โดยมันจะมาในรูปแบบผงโปรตีนมากถึง 80% ส่วนองค์ประกอบที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรต
และเต็มไปด้วยไขมันที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายที้สำคัญเวย์ชิดนี้มีราคาที่ถูก
และเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นเวทใหม่ๆ
แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกันนั่นคือไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีอาการแพ้น้ำตาลจากนมหรือบางยี่ห้อมีรสหวาน
แต่ใช้น้ำตาลปลอมเป็นส่วนประกอบแทนต่อมาคือไอโซเลต ซึ่งเป็นเวย์ที่มีโปรตีนอัดแน่นมากถึง 95% เลยทีเดียว
โดยสกัดมาจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่จำเป็นมากกว่าชนิดอื่น ซึ่งก็ทำให้มีราคาแพงแต่ก็มีข้อดีมากมาย
โดยจะช่วยเรื่องการเพิ่มการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ
ช่วยลดไขมันพร้อมช่วยในการเผาผลาญไขมันที่ดีอีกทั้งยังสามารถย่อยสลายอาหารที่ทานลงไปได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย…

Read More

หลีกได้ให้หนีไปสะกับ ไขมันทรานส์

กันยายน 1, 2018

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินได้เห็นคำว่า “ไขมันทรานส์” ผ่านหูผ่านตาอยู่บ่อยๆ
หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า ทรานส์แฟต (Trans Fat) จะถูกห้ามผลิต
นำเข้า และจำหน่ายในประเทศไทย ภายใน 6 เดือน ว่าแล้วเรามารู้จัก
“ไขมันทรานส์” พร้อมวิธีหลีกเลี่ยงภัยเงียบต่อสุขภาพนี้กัน…
กรด “ไขมันทรานส์” (Trans Fatty Acids) คือ
น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils)
เพื่อให้น้ำมันกลายมาเป็นไขมันแข็ง
ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเนื่องจากมีราคาถูก
ช่วยให้อาหารอยู่ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไขและสามารถทนความร้อนได้สูง
ไขมันทรานส์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL)
ในเส้นเลือด ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากร่างกายกำจัดไขมันทรานส์ได้ยาก
ทำให้มีการอักเสบของผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ทั้งยังเสี่ยงต่อจอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วในถุงน้ำดี และโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย
ทริคการกินให้ห่างไกล “ไขมันทรานส์” และ “ไขมันอิ่มตัว”

1. ควรรับประทานกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่า 22
กรัมต่อวัน ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่แล้ว
ควรรับประทานไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 7 หรือน้อยกว่า 15.5 กรัมต่อวัน
2. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว โดยลดการกินอาหารทอด
เลี่ยงการกินฟาสต์ฟู้ด อาหารทอดน้ำมันท่วม และคุมการกินขนมอบ เบเกอรี่
รวมถึงโดนัทที่ใช้เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม มาการีน
3. ลดหรืองดการกินอาหารอื่นๆ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ได้แก่ ไขมันที่มาจากสัตว์ เช่น
เนื้อสัตว์ หนังไก่ สะโพกไก่ มันหมู เนื้อติดมัน เนย ชีส และไขมันที่มาจากพืช เช่น
น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ครีมเทียม
4. ใช้น้ำมันที่ปรุงอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะไม่เกิน 6
ช้อนชาต่อวัน
5. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร โดยมาก Trans fat
จะใช้ในชื่ออื่นๆ เช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil,
vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine เป็นต้น

สำหรับร้านแบรนด์ดังที่ออกมาประกาศแล้วว่า
ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าของพวกเขา
ไม่มีไขมันทรานส์เจือปนแน่นอน ได้แก่ เบเกอรี่และเฟรนช์ฟรายส์ แมคโดนัลด์,
ไก่ทอด เคเอฟซี, พิซซ่า พิซซ่าฮัท, อาหารทุกชนิดของ เบอร์เกอร์คิง, โดนัท
คริสปี้ครีม, เบเกอรี่ เทสโก้โลตัสและ เบเกอรี่ บิ๊กซี…

Read More

กระชาย สมุนไพรชูกำลังแห่งแดนสยาม

สิงหาคม 31, 2018

กระชาย เป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในตระกูลขิง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพมหานคร), กระชายดำ กะแอน
ขิงทราย (มหาสารคาม), จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ เป๊าะสี่ ระแอน
เป๊าะซอเร้าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ละแอน (ภาคเหนือ) และขิงจีน เป็นต้น
โดย กระชายมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จัดเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าสั้น แตกหน่อได้ มีรากอวบ
เป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงไข่ค่อนข้างยาว ปลายเรียว
มีความยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1-2เซนติเมตร
นอกจากนี้ กระชาย ยังออกเป็นกระจุก ผิวมีสีน้ำตาลอ่อน
ส่วนเนื้อในมีสีเหลือง และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
มักพบขึ้นในป่าดิบร้อนชื้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายแดง และ กระชายเหลือง
ซึ่งที่ได้รับความนิยมในการบริโภคคือ กระชายเหลือง
ซึ่งนอกจากการนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในแกงป่า
หรือผัดต่าง ๆ แล้ว กระชาย ยังมีสรรพคุณทางยานานับประการ
จนได้ชื่อในวงการแพทย์แผนไทยว่าเป็น “โสมไทย”นั่นก็เพราะ กระชาย กับ โสม
มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง เช่น สรรพคุณในการบำรุงกำลังและเสริมสมรรถภาพทางเพศ
ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสมุนไพรทั้งสองชนิด
อีกทั้งยังเป็นพืชที่มีส่วนสะสมอาหารที่ใช้เป็นยาอยู่ใต้ดินเหมือนกันด้วย
นอกจากนี้ กระชาย และ โสม ยังสามารถเรืองแสงในที่มืดได้เหมือนกันด้วย
แถมรูปทรงลักษณะยังคล้ายรูปร่างมนุษย์ซึ่งบางครั้งเราจะเรียกโสมว่า “โสมคน” และเรียกกระชายว่า
“นมกระชาย” อันเป็นอีกหนึ่งความเกี่ยวข้องเรื่องสรรพคุณทางเพศ
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ กระชาย จะมีสรรพคุณล้นเหลือในตำรายาแดนสยาม ทั้ง ช่วยบำรุงร่างกาย
เป็นยาอายุวัฒนะหัวกระชาย ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
แก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก เสริมสมรรถภาพทางเพศและบำบัดโรคนกเขาไม่ขัน
เท่านั้นไม่พอ หากนำเหง้าและรากของ กระชายมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นตากแห้งแล้วบดจนเป็นผง
และใช้ผงแห้งที่เตรียมไว้ประมาณ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยชา แล้วรับประทานเพียงครั้งเดียว
ยังช่วยบำรุงหัวใจได้ด้วยนอกจากนี้ กระชาย ช่วยบำรุงกระดูก
ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน ช่วยบำรุงกำหนัด ช่วยบำรุงสมอง
ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิต ช่วยแก้โรคในปากและคอ
ช่วยแก้อาการปวดท้องต่างๆ ช่วยบำรุงตับและไต และช่วยบำรุงมดลูกของสตรี ด้วย
ความจริงยังมีสรรพคุณมากกว่านี้
แต่กลัวว่าจะอ่านจนตาแฉะ เอาเป็นว่าไปหามารับประทาน รับรอง
กระชาย ดีจริงทั้งหญิงและชาย อย่างน้อยก็เอามาประกอบอาหาร
รับประทานได้ทุกครอบครัว ทั้งอิ่มท้องทั้งสุขภาพดีของแบบนี้จะพลาดได้ไง…

Read More

5 ประโยชน์ดี ๆ ของ “น้ำมะพร้าว” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

สิงหาคม 30, 2018

เชื่อหลาย ๆ คนคงจะรู้ว่าน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากแค่ไหน

แต่ความจริงแล้วน้ำมะพร้าวไม่ได้มีประโยชน์แต่กับผิวเท่านั้น
เพราะน้ำมะพร้าวยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอีกมากมาย
ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้มาก่อนก็ได้ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่า
1. ช่วยให้สดชื่น
หากวันไหนที่ร่างกายรู้สึกไม่สดชื่นให้ลองหาน้ำมะพร้าวมาดื่มดู
มั่นใจได้เลยว่าร่างกายจะสดชื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ดื่มน้ำมะพร้าวแล้ว
เพราะน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากธรรมชาติ มีฤทธิ์เย็น จึงช่วยดับร้อนได้
2. ช่วยล้างสารพิษ
เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีค่าความเป็นด่างค่อนข้างสูง
จึงสามารถช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ
ภายในร่างกายกลับมาเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงนั้นเอง

3. ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ทานมะพร้าวแก่คลุกเกลือวันละ 1 ช้อนแกง
หลังอาหารเช้า, กลางวัน และเย็น เป็นเวลา 10 วัน
ก็จะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
4. เป็นแหล่งสะสมของวิตามิน
ในน้ำและเนื้อของมะพร้าวอ่อน ต่างอุดไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย
ที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี, วิตามินซี, กรดอะมิโม, แมกนีเซียม,
แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก
นอกจากนั้นยังมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที
5. บำรุงผิว
การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำจะช่วยให้ผิวของเราสวยสุขภาพดี
เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน
ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และกระชับผิว…

Read More

สาวไทยต้องเหลียว “ข่า” สมุนไพรกระชับมดลูก

สิงหาคม 30, 2018

ข่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ Alpinia galanga (L.) Willd.จัดอยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เช่นเดียวกับกระชาย
กระชายดำ กระชายแดง กระวาน กระวานเทศ ขิง ขมิ้น เร่วเปราะป่า เปราะหอม ว่านนางคำ และ ว่านรากราคะ
ซึ่งนอกจากชื่อ ข่า แล้ว สมุนไพรชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆตามพื้นที่ อาทิเช่น สะเอเชย เสะเออเคย (แม่ฮ่องสอน), ข่าหยวก
(ภาคเหนือ), ข่าหลวง (ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),กฎุกกโรหินี (ภาคกลาง) เป็นต้น
โดย ข่า เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน (เหง้า)และยังประกอบไปด้วย ใบ ดอก ผล และเมล็ด จัดอยู่ในตระกูลขิง
เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ ไทย และ อินโดนีเซียนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารต่างๆ
หรือใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อช่วยแต่งกลิ่นอาหารดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
นอกจากนี้ ไทย และ อินโดนีเซีย ยังใช้ ข่าเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหรือน้ำพริกต่างๆ
ใช้ปรุงรสในอาหารต่างๆ อย่าง ต้มข่า ต้มยำ ผัดเผ็ด เป็นต้น
ขณะเดียวกันดอกและลำต้นอ่อนของ ข่ายังใช้รับประทานเป็นผักสดได้อีกด้วย
แล้วประโยชน์ของ ข่าแตกต่างกับเพื่อนในกลุ่มพืชล้มลุกที่มีเหง้าอย่างไร
คำตอบคือแทบจะรักษาอาการหรือมีสรรพคุณทางยาที่ใกล้เคียงกันเลย
แต่ที่แตกต่างออกไปคือ ข่า สามารถช่วยให้มดลูกกลับเข้าอู่หรือกระชับมากขึ้น
ซึ่งน่าจะเป็นที่สนใจของสุภาพสตรีขณะเดียวกัน ข่า ยังมีสาร 1-acetoxychavicol acetate(ACA)
ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งจากการเหนี่ยวนำของสารก่อมะเร็ง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งไปด้วยในตัว
และมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วย
ส่วนสารสกัดจากเหง้าของ ข่า มีฤทธิ์ช่วยช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ ช่วยแก้อาการหวัด ไอและเจ็บคอได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งยังสามารถใช้ฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราได้อีกด้วย
ใบของ ข่า ก็มีสรรพคุณช่วยฆ่าพยาธิช่วยรักษากลากเกลื้อน เช่นเดียวกับ ราก ที่ช่วยช่วยขับเลือดลม
ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายให้ดีขึ้น และช่วยแก้เสมหะ
ดอกของ ข่า ช่วยแก้ฝีดาษ ช่วยแก้อาการท้องเสีย
ด้านผลข่า นำไปต่างแห้งแล้วบดละเอียดเป็นผงสามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดฟันได้
ด้วยการนำผลไปบดแล้วนำมาทาบริเวณที่ปวดรับรองได้ผลชะงัดว่ายาตำราไหน
โดยในปัจจุบันมีการนำ ข่าไปผลิตหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย อาทิเช่น เครื่องดื่มหรือชา ลูกประคบและ สเปรย์ดับกลิ่น เป็นต้น
และในบางประเทศใช้ข่าเพื่อช่วยระงับกลิ่นปากใช้ดับกลิ่นกายด้วย
สรุปแล้ว ข่า คือสมุนไพรที่มีคุรประโยชน์ทุกส่วน
สามารถทานได้ทั้งเพื่อรักษาโรคและเป็นอาหารอีกทั้งคอเหล้ายังสามารถนำเหง้าของข่าลิง มาต้มน้ำ
แล้วนำน้ำมาผสมกับสุรา จะช่วยเพิ่มดีกรีของสุรา ทำให้ดีกรีไม่ตกสุรามีกลิ่นฉุนแรงมากขึ้น
แถมกามไม่ตายด้านเพราะพี่แกช่วยแก้กามโรคให้ด้วยนะเออ…

Read More

กินอย่างไรให้อายุยืน

สิงหาคม 29, 2018

นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว การกินก็สำคัญต่อสุขภาพเช่นกัน
การกินอาหารที่ส่งผลดีกับสุขภาพนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่รู้จักเลือกการกินอาหาร
มีความสุขกับการกินควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน
1. ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
2.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
3.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
4.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าลืมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ
(ที่ใส่นม ครีม และมีรสชาติหวานจัด) ก็เป้นสาเหตุของดรคต่างๆได้
6.ควรชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง และพยายามไม่ติดอาหารรสจัดเกินไป ถ้าทานรสจืดได้ก็ควรจะทาน
เพราะการไม่ปรุงรสอาหารนั้นจะส่งผลดีกับร่างกายอย่างที่สุด
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน การกินอาหารที่ให้โปรตีน  โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น
เต้าหู้ชนิดต่างๆ  สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย เพื่อดีต่อระบบย่อยอาหาร
9.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

Read More

ปอผี สมุนไพรไทย แก้ไข มาลาเรีย ชะงัด

สิงหาคม 27, 2018

ปอผี จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน
แตกแขนงมาก ชูยอดตั้งขึ้น สูงได้ประมาณ 10-100 เซนติเมตร
ลำต้นมีลักษณะกลมและแข็ง มีรากออกตามข้อ
ลำต้นเรียบหรือมีขนนุ่ม ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้เรายังสามารถพบ “ปอผี”
ได้ในเขตร้อนของทวีปออสเตรเลีย
แม้ปกติจะชอบขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะ บนดินชื้น และมีน้ำขัง อาทิเช่น
ตามนาข้าว หนองน้ำ ริมหนองน้ำ หรือขึ้นแผ่คลุมผิวน้ำ
สามารถพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงที่ความสูงประมาณ1,000 เมตร
โดยนอกจากชื่อ ปอผี แล้ว
ยังมีชื่อเรียกสมุนไพรชนิดนี้แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่
อาทิเช่น ผักกะเดียง (อุบลราชธานี), บีปลาไหล ไส้เอี่ยน บีเอี่ยน
(สกลนคร) และ ผักกระเดียง ดีปลาไหล สะเดาดิน เป็นต้น
ส่วน ดอกปอผี จะออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกสามารถยาวได้ถึง
5 เซนติเมตร มีดอกย่อยสมบูรณ์เพศจำนวนมาก
ขณะที่กลีบเลี้ยงดอกจะเป็นสีเขียว ลักษณะเป็นรูปหอก
ตัดกับกลีบดอกสีน้ำเงินอมม่วงหรือสีม่วงอมเขียว
บานสะพรั่งประมาณเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ทุกปี
ขยับมาที่ผลของ ปอผี จะเป็นผลแห้งและแตกได้
ลักษณะรูปทรงรี มีขนาดกว้างประมาณ 2.5 มิลลิเมตร
และยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ห่อด้วยกลีบรองดอก
มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก
และจะติดผลช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนทุกปีอย่างไรก็ตาม ดอก และ ผล ของ ปอผี
ไม่ได้มีสรรพคุณทางยาแต่อย่างใดเพราะส่วนที่ผู้คนนำมาใช้รักษาโรคเป็นภูมิปัญญาของไทย
คือส่วน ลำต้น และ ใบ ที่สามารถแก้อาการเจ็บป่วยต่างๆได้ผลชะงัดนัก
ไล่ตั้งแต่ ตำรายาพื้นบ้านอีสาน จะใช้ทั้งต้นปอผี
นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ตาฟาง ส่วน ตำรายาไทย
จะใช้ต้นปอผีเป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ แก้ไข้มาลาเรีย
และแก้เบาหวาน โดยการใช้ต้มสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่ม
ไปจนถึงในประเทศกัมพูชา ที่จะใช้ใบปอผี
เป็นยารักษาอาการเกี่ยวกับลำไส้ผิดปกติ และใช้เป็นยาสมานแผล
ฆ่าเชื้อ ขณะที่ในประเทศอินเดีย จะใช้ใบปอผี
เป็นยาพอกสำหรับฆ่าเชื้อ และสมานแผลพุพอง แผลอักเสบนอกจากนี้ ยอดอ่อนปอผี
สามารถใช้รับประทานเป็นผักสดหรือลวกต้มรับประทานกับ
น้ำพริกได้ โดยจะมีรสขมอ่อนๆ
กระนั้นสตรีคลอดบุตรใหม่ไม่ควรรับประทาน
เพราะจะทำให้น้ำนมขมนั่นเอง
ไม่นับรวมการนำ ใบปอผี มาประกอบอาหารเป็นเมนูต่างๆ
ที่ขึ้นชื่อก็ แกงส้มปอผีใส่ปลาสวายทอด เมนูต้มร้อนๆ
ซดน้ำคล่องคอ แถมช่วยบำรุงสุขภาพ เช่นเดียวกับ ปอผีเถียงนา
ที่จะนำ ใบปอผี ไปย่างในกระบอกไม้ไผ่ร่วมกับวัตถุดิบอื่นๆ
ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน…

Read More