ทานไข่กี่ฟอง? ถึงจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ตุลาคม 12, 2018

รับประทานไข่วันละฟอง พร้อมกันกับการรับประทานอาหารครบ หมู่ เน้นผักและก็ผลไม้สด รับประทานให้เหมาะสมกับช่วงอายุจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตรวมทั้งความแข็งแรงแก่ร่างกาย ไข่ 
เป็นรายการอาหารประจำบ้านของคนอีกจำนวนไม่น้อย เพราะเหตุว่ามีราคาถูก หาซื้อง่าย รวมทั้งเป็นของกินที่มีโปรตีนรวมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพ รวมทั้งมีธาตุที่สำคัญต่อสภาพร่างกาย 
ตัวอย่างเช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เป็นแหล่งของวิตามินที่สำคัญ ดังเช่นว่า วิตามินเอ วิตามินบี บี บี โฟเลต วิตามินดี วิตามินอี เลซิธิน
โดยเหตุนี้ไข่ก็เลยเป็นสารอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง รวมทั้งการบริโภคไข่อย่างถูกวิธีจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายพอเพียงต่อความต้องการ
ปริมาณของไข่ที่ควรจะทานในทุกๆวัน เด็กอายุตั้งแต่ เดือน ให้เริ่มที่ไข่แดงต้มสุกบด วันละครึ่ง ถึง ฟอง เด็กอายุเดือนขึ้นไป รับประทานไข่ต้มสุกวันละครึ่งถึง ฟอง เด็กอายุ ปี
ขึ้นไปถึงวัยสูงอายุรับประทานไข่ต้มสุกได้วันละฟอง แต่ถ้าหากเป็นผู้เจ็บป่วยก็จะต้องมองที่ความเหมาะสมด้วย เป็นต้นว่า ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง รับประทานไข่ได้ ฟอง ต่ออาทิตย์หรือจะรับประทานไข่ขาวทุกวันก็ได้
ข้อควรระวังในการทานไข่ ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ดิบ เนื่องจากว่าหากไข่ไม่สุกอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนอยู่ทำให้ซึมซับเลสิตำหนิยากและก็ทำให้การย่อยของอาหารทำเป็นยากขึ้น 
ควรจะบริโภคในรูปแบบไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ จะมีประมาณไขมันน้อยกว่า ไข่ทอด ไข่เจียว ไข่ลูกเขย รวมทั้งใช้น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว
สำหรับคนชราที่มีปัญหาเรื่องฟันที่ไม่อาจจะกินอาหารโปรตีนอื่นได้ เสนอแนะให้รับประทานไข่เป็นแหล่งของโปรตีนแทนเนื้อสัตว์และก็ผู้สูงวัยที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงควรจะหลีกเลี่ยงการกินไข่แดงในบางมื้อ

Read More

ทำความเข้าใจกับ ธาลัสซีเมีย อาการ, สาเหตุ และแนวทางการรักษา

ตุลาคม 10, 2018

ทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคที่ชื่อว่า ธาลัสซีเมีย กันมาแล้ว

แต่ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันคืออะไร
ถ้าอย่างนั้นลองมาทำความรู้จักกัน

ธาลัสซีเมีย นั้นก็คือโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม
ซึ่งสาเหตุนั้นก็มาจากความผิดปกติในยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมสายโกลบิน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางยีนมาจากทั้งพ่อหรือว่าแม่ก็ได้
ในบางรายอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือไม่ก็หลังจากคลอดออกมาไม่นาน
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เป็น

สำหรับผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นจะมีอาการตัวซีด
นั่นก็เพราะว่าเม็ดเลือดแดงนั้นจะถูกทำลายอยู่ตลอดอย่างเรื้อรัง จะตัวเหลือง,
ตาเหลือง, เหนื่อยล้าได้ง่าย, ตับโต, ม้ามโต
และเมื่อถ่ายปัสสาวะออกมาก็จะมีสีเหลืองเข้ม
โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียนั้นอาจจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปจากปกติ
เพราะมีการขยายออกของกระดูกหน้าผากและกรามบน ทำให้ดั้งจมูกแบน,
หัวตาห่างกัน, ฟันบนยื่น และกะโหลกศีรษะยื่นยาว

พัฒนาการทางเพศของผู้ป่วยนั้นจะช้ากว่าคนปกติ
เพราะว่าในร่างกายจะมีธาตุเหล็กมากเกินไป และมันก็จะไปจับเอาที่ต่อมไร้ท่อ
จึงเกิดความพิการขึ้นที่อวัยวะสืบพันธุ์ รวมไปถึงต่อมใต้สมอง
ซึ่งธาตุเหล็กที่มากไปนี้จะไปสะสมที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย
นอกจากนี้แล้วกระดูกของผู้ป่วยก็จะเปราะบางหักง่าย
ทำให้อาจจะมีอาการเจ็บปวดกระดูกร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวทางการรักษาโรคนี้
ผู้ป่วยจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามันเป็นโรคที่จะต้องรักษาไปตลอดชีวิต
และไม่สามารถรักษาหายได้ อย่างไรก็ตาม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นก็สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ
แต่ก็ต้องทำใจว่าร่างกายอาจจะเหนื่อยหอยได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การรับประทานอาหารนั้นควรเน้นไปที่ผักสดที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
รวมไปถึงอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่นเนื้อสัตว์, นม และไข่
ขณะที่อาหารที่ควรเลี่ยงอย่างมากก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
เพราะโดยปกติเป็นโรคนี้ก็มีธาตุเหล็กในระดับที่สูงเกินกว่าปกติอยู่แล้ว

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้เลือดก็จำเป็นจะต้องให้ในระดับฮีโมโกลบินที่เหมาะสม
นรายที่ม้ามโตขึ้นมาก แพทย์ก็จะต้องตัดม้ามออก
แต่ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ดังนั้นแล้วผู้ที่ทราบว่าตัวเองเป็นพาหะของโรคนี้
หรือว่าเพิ่งทราบเมื่อลูกคนแรกที่เกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมีย
จึงควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนครอบครัวกันให้ดีๆ ก่อนที่จะมีลูก…

Read More

กินแล้วนอน อันตราย ถึงชีวิต

ตุลาคม 9, 2018

แม้ว่าการเข้านอนหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่แสนอร่อย ดูจะเป็นสิ่งที่น่าสบาย แต่มีหลายเหตุผลที่คุณไม่ควรทำ
ขณะที่คุณนอนราบบนเตียง ร่างกายของจะมีปัญหาในการจัดการกับอาหารที่คุณเพิ่งกินเข้าไป ซึ่งอาจทำให้เกิด
อันตรายต่อสุขภาพ ได้หลายอย่าง ตั้งแต่อาการเบาๆ อย่างอาหารไม่ย่อย ไปจนถึงเส้นเลือดในสมองแตกได้
ความเสี่ยงการเกิดอาการต่างๆ หากนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
อาการแสบร้อนกลางอก
อาการแสบร้อนกลางอก เป็นความรู้สึกแสบร้อนที่เกิดบริเวณกระเพาะอาหารก่อน
และลามไปสู่บริเวณกลางอกและในลำคอ อาการนี้เกิดจากระดับกรดในกระเพาะที่เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งเป็นผลมาจากการนอนหลังจากรับประทานทันที
อาการกรดไหลย้อน
อาการกรดไหลย้อนเกิดขึ้น เมื่อลิ้นระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ปิดไม่สนิท
ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับสู่ลำคอ การนอนราบทันทีหลังจากรับประทานอาหาร
เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการนี้ หากกรดยังคงค้างอยู่ เยื่อเมือกบุผิวอาจถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะได้
โรคหลอดเลือดในสมอง
ผลวิจัยเผยว่า การนอนทันทีหลังจากมื้ออาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดในสมอง
นักวิจัยทำการศึกษาผู้ที่มีสุขภาพดีจำนวน 500 คน พบว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มวิจัยนี้
เกิดอาการของโรคหลอดเลือดในสมอง และอีกครึ่งหนึ่งมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ผู้ที่เว้นช่วงหลังจากรับประทานอาหารนานที่สุด มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองน้อยที่สุด แม้ว่าการวิจัยนี้
ไม่ได้แสดงถึงสาเหตุที่แน่นอน ที่เกี่ยวข้องกับอาการเหล่านี้ แต่นักวิจัยเชื่อว่า อาการกรดไหลย้อนอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง
อาการกรดไหลย้อนอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดในสมอง
กระบวนการย่อยอาหารยังส่งผลต่อความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล
ซึ่งเป็นปัจจัยต่อการเกิดอาการหลอดเลือดในสมอง…

Read More

มาดูเเลกระดูกของเราให้เเข็งเเรงกันเถอะ

ตุลาคม 5, 2018

กระดูกเป็นชิ้นส่วนในร่างกายของเราที่มีความสำคัญอย่างมากดังนั้นเราต้องดูเเลรักษากระดูกของเราให้มีความเเข็งเเรงอยู่เสมอ
จะได้เดินไปไหนมาไหน หรือว่ายกของที่ต้องการได้หากเราไม่ดูเเลรักษากระดูกของเราให้ดีหากเเกตัวลงไปจะทำให้เป็นอันตรายได้ เเละมาดูกันว่ากระดูกมีความสำคัญอย่างไรบ้าง
กระดูกนั้นเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อกระดูกที่มีความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบาการเจริญพัฒนาของเนื้อเยื่อกระดูกในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
ทำให้กระดูกมีหลายรูปร่างลักษณะเพื่อให้สอดคล้องกันกับการทำงานของกระดูกในแต่ละส่วน เช่น
กะโหลกศีรษะที่มีลักษณะแบนแต่แข็งแรงอย่างมากเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนของสมองของเรา
หรือกระดูกต้นขาที่มีลักษณะยาวเพื่อเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย
มาดูกการพัฒนาการของกระดูกแบ่งตามช่วงวัยว่าเป็นอย่างไรบ้างช่วงการสร้างมวลกระดูก ช่วงวัย 0-30
ปีจะเป็นช่วงที่การสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายมวลกระดูกมวลกระดูกของร่างกายจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วง
เเละต่อมาคือช่วงของการคงมวลกระดูก ช่วงวัย 30 ปีขึ้นไปเเละเป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกจะลดลง
จนเท่ากับการสลายมวลกระดูกช่วงต่อมาคือช่วงการสลายมวลกระดูก ช่วงวัย 45 ปีขึ้นไป
การสร้างมวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆมวลกระดูกรวมของร่างกายจึงลดลงตามลำดับ
สตรีในช่วงหมดประจำเดือนเเละการสลายมวลกระดูกจะรวดเร็วมากทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว
ซึ่งในทุกวันร่างกายของเราจะมีกระบวนการสร้างมวลกระดูกใหม่ออกมา และสลายมวลกระดูกที่หมดอายุออกไปตลอดเวลานั้นเอง
โดยที่ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียวเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นโดยในช่วงอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือในช่วง
วัยหมดประจำเดือนพบว่าปริมาณเนื้อกระดูกของคนวัยนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับคนวัยอื่น
ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสลายกระดูก
การที่ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจากภาวะวัยหมดประจำเดือนเเละจะส่งผลให้มีการเร่งอัตราการสลายของมวลกระดูกมาก
กว่าการสร้างกระดูกใหม่มาเรียนรู้ในเรื่องจองโรคกระดูกพรุนคืออะไรโรคกระดูกพรุน
เป็นโรคที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงซึ่งมีผลมาจากการที่โครงสร้างภายในของกระดูก ถูกทำลายหรือเกิดการสลายตัว
ทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำเรียกลักษณะเช่นนี้ว่าเป็น ภาวะ “กระดูกพรุน”
จะมีผลทำให้กระดูกส่วนต่างๆ มีโอกาสแตกหักได้ ง่ายกว่าภาวะปกติ
โดยเฉพาะบริเวณ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ
เเละโรคกระดูกพรุนจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลายๆ ด้าน
เช่น มีบุคลิกภาพบางอย่างเปลี่ยนแปลง เกิดอาการปวดหลังกระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลงไป
กระดูกแขนขาเปราะและหักง่ายบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก
กระดูกสันหลัง ทำให้พิการ เดินไม่ได้จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO)
โรคกระดูกพรุนถือเป็นโรคที่เป็นปัญหาด้านสุขภาพอันดับที่ 2 รองจากโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลทั่วโลกระบุว่า
ในประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
เเละคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนจะเป็นใครบ้าง
พบว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้หญิง พบว่าอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะกระดูกพรุนมีความสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น
เเละจะพบในคนที่ดื่มสุรา กาแฟ สูบบุหรี่จัดจะมีผลเร่งอัตราการสลายตัวของแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ยังพบว่า บุหรี่มีผลทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมีปริมาณลดลงส่งผลต่อภาวะกระดูกพรุน
ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายการออกกำลังกายจะส่งเสริมกระบวนการเก็บแคลเซียมที่กระดูก
เสริมสร้างความแข็งแรง และความยืดหยุ่นทำให้กระดูกสามารถทนรับแรงกระแทกได้ ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
กระดูกจะเปราะ ขาดความยืดหยุ่นของร่างกายและทนต่อแรงกระแทกได้น้อย
เป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายเเละจะพบในผู้ที่ขาดแคลเซียม หรือวิตามินดี มักมีอาการตะคริว
ผิวแห้ง เล็บเปราะ ปวดกล้ามเนื้อ และกระดูกสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาการขาดวิตามินระยะเเนก
ในระยะยาวคนไข้จะกระดูกเปราะ แตกหักง่ายและเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด
ผู้ที่มีอาการเหล่านี้จึงควรรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริมเข้าไป
เเละนี้คือความรู้เบื้องต้นสำหรับเรื่องโรคกระดูกพรุนเราควรดูเเลสุขภาพของเราให้ดีโดยเฉพาะกระดูกของเรา
ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเเละรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรงเพื่อการห่างไกลจากโรคภัย…

Read More

ระวังเอาไว้!ผลกระทบร้ายแรงจากการนอนดึก

ตุลาคม 1, 2018

การนอนคือการพักผ่อนที่สำคัญมากๆและจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ในทุกๆวัน
ซึ่งเชื่อได้ว่าหลายๆคนนั้นรู้กันดีอยู่แล้วว่าควรนอนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือถ้าให้ดีที่สุด 8-10
ชั่วโมง แต่ทว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปด้วย
โดยโลกออนไลน์ที่มีสิ่งน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเฟซบุ้ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม ดูหนัง ดูซีรี่ย์ออนไลน์
ทำให้คนยุคใหม่นอนกันดึกมากขึ้น
แต่หลายคนก็ยังต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานเหมือนเดิม
ทำให้เกิดเป็นปัญหาใหม่ของคนวัยทำงานในปัจจุบัน ซึ่งก็คือปัญหาการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั่นเอง
วันนี้เราไปดูกันว่าผลเสียของการนอนไม่เพียงพอนั้นมีอะไรบ้าง
1.ร่างกายอ่อนล้า
แน่นอนเมื่อนอนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายไม่สามารถสะสมพลังงานเอาไว้ได้
ซึ่งการที่เราอดนอนจะทำให้ร่ายกายของเราไม่ได้สำรองพลังงานไว้ใช้
ทำให้เราต้องฝืนใช้พลังงานที่มีไว้สำหรับการฟื้นฟูร่างกาย
ซึ่งถ้าเราอดนอนเพียงระยะสั้น ๆ ก็อาจจะไม่เป็นอะไรมาก
แต่ถ้าเราอดนอนติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้ร่างกายเราอ่อนแอลงจนป่วย
2.อารมณ์แปรปรวน
การนอนไม่เพียงพอก็มีส่วนทำให้อารมณ์นั้นแปรปวน
แม้ว่าอาจจะมีสาเหตุอื่นๆเข้ามาเกียวข้องด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ผลวิจัยนั้นได้ระบุว่าคนนอนน้อย นอนไม่พอ
จะควบคุมอารมณ์ได้น้อยความคนที่นอนอย่างเพียงพอกว่าคนที่นอนปกติ
3.เสื่อมสรรถภาพทางเพศ
การนอนหลับมีผลต่อเรื่องสมรรถภาพทางเพศด้วย
ว่ากันว่าการนอนหลับไม่ไม่เพียงพอ
จะมีผลต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้ต่ำลงได้
ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลง
4.โรคหัวใจ
การพักผ่อนน้อนจะทำให้ความดันเลือดสูงมาก
และแน่นอนว่าเพิ่มความเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจ
แถมยังส่งผลให้เกิดอาการอ้วนง่าย
สะสมไขมันมีโอกาสที่จะไปพอกอวัยวะภายใน
5.อายุสั้น
ในเมือพักผ่อนน้อยก็ทำให้ร่างกายของเรานั้นไม่ได้มีการซ่อมแซมส่วน
ที่สึกหรอภายใน ทำให้เกิดโรคต่างๆมากมาย
เมื่อผลกระทบเหล่านั้นถูกสะสมมาเป็นระยะเวลานาน
ร่างกายของเราก็อ่อนแอลง ซึ่งทำให้ชีวิตของเราสั้นลงตามมาด้วย
จากผลการวิจัยเผยว่า การนอนในตอนกลางคืนโดยเฉลี่ย 7-8
ชั่วโมงนั้นเป็นช่วงเวลาที่กำลังดีและเหมาะสมที่สุด
6.ภูมิต้านทานต่ำ
การพักผ่อนน้อย นั้นจะส่งผลให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกาย
ทำงานอย่างไม่มีทำให้การฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ
ที่สึกหรอผิดแปลกไปจากปกติ ผลที่เกิดขึ้นคือ แผลหายช้า
รวมถึงร่างกายจะติดเชื้อง่ายขึ้น รวมไปถึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย…

Read More

รู้จักกับ โรคข้อเข่าของนักกระโดด โรคยอดฮิตของนักกีฬาระดับโลก ตอนที่ 2

กันยายน 29, 2018

หลังจากเราได้ทำความรู้จักกับ โรคข้อเข่าของนักกระโดดโรคยอดฮิตสำหรับนักกีฬาที่ต้องกระโดดบ่อยๆ กันไปแล้ว
วันนี้เรามาดูข้อมูลการรักษากันต่อการรักษา โรคข้อเข่าของนักกระโดด จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงมาก จะต้องทำการหยุดพัก ทานยา และใส่เฝือกอ่อน
เพื่อป้องกันการงอเหยียดเข่าไม่ให้มีมากเกินไปรวมถึงป้องกันการทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซ้อนบริเวณนั้น
ร่วมกับทำกายภาพบำบัดก็จะสามารถรักษาอาการให้หายได้
ส่วนสัญญาณที่บ่งบอกว่าต้องผ่าตัด คือเมื่อเส้นเอ็นฉีกขาดมาก อาการคือ
ข้อเข่าไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้
จำเป็นต้องมีการผ่าตัด ซ่อมแซมเส้นเอ็นให้เข้าที่ โดยการใส่น็อตและสกรูตรึงไว้
หลังจากที่หายแล้วไม่จำเป็นต้องเอาออก ปัจจุบันแพทย์มีเทคนิคการผ่าตัดที่ดี
อุปกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผลการผ่าตัดได้ผลดีอย่างไรก็ตาม ทุกการผ่าตัดย่อมมีผลข้างเคียง
โอกาสที่จะติดเชื้อและบาดเจ็บที่อวัยวะข้างเคียงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ อาจเกิดพังผืดต้องทำการฟื้นฟูโดยการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย
วิธีอื่นๆ ในการรักษาโรคข้อเข่าของนักกระโดด
การฉีด PRP (Platelet Rich Plasma) Injection คือการนำเลือดจากตัวเราไปผ่านกระบวนการทางเคมี
โดยการปั่นเพื่อกระตุ้นให้ทำหน้าที่ในการดูดส่วนประกอบของเลือด (พลาสม่า)ที่สำคัญต่อการซ่อมแซมร่างกาย
แล้วนำกลับมาฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อทำการซ่อมแซมรักษาบริเวณที่บาดเจ็บ
ส่วนประกอบที่สำคัญในเลือดของคนเราที่ดูดออกมา คือ
เกล็ดเลือดประกอบด้วยสารที่สำคัญต่อการซ่อมแซมร่างกาย
เกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันและปล่อยสารที่มีประโยชน์นี้กระตุ้นให้ร่างกายเกิด
การซ่อมแซม แต่ในเลือดปกติจะมีเกล็ดเลือดอยู่ไม่มาก การฉีด PRP
จึงเป็นเหมือนกระบวนการที่มาทำให้เกล็ดเลือดมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเพื่อให้การซ่อมแซมร่างกายมีคุณภาพมากขึ้น
วิธีการหลีกเลี่ยง โรคข้อเข่าของนักกระโดดในเมื่อเส้นเอ็นมักบาดเจ็บจากการใช้งาน เราสามารถการออกกำลังกาย
เพื่อให้เส้นเอ็นมีความแข็งแรงขึ้นได้โดยการบริหารเส้นเอ็นในท่าที่ตรงข้ามกับการทำงานของเส้นเอ็น เรียกว่า Patella
Eccentric Exerciseซึ่งจากผลการวิจัยของอังกฤษยืนยันว่าสามารถช่วยลดการบาดเจ็บของเส้นเอ็นลูกสะบ้า
ได้อย่างมีนัยสำคัญ สวมสายรัดเข่าเพื่อลดการบาดเจ็บ โรคข้อเข่าของนักกระโดด
เวลาที่กระโดดเส้นเอ็นจะเกิดการสั่น เมื่อเกิดการกระแทกจะกระแทกแรง
การสวมสายรัด จะช่วยลดสั่นของเส้นเอ็นให้น้อยลง ช่วยลดแรงกระแทกได้
และช่วยลดอัตราการบาดเจ็บของเส้นเอ็นได้ทางหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ คือการรีบรักษา
ไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยให้เจ็บจนชิน การบริหารร่างกายให้มีความแข็งแรง
จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บลงได้มาก ที่สำคัญต้องรู้จักประมาณตนเอง
เจ็บ หยุด พักรักษาให้หายจะดีกว่า เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น…

Read More

5 เคล็ดลับดูแลผิว

กันยายน 29, 2018

เริ่มจาก น้ำตาล เพราะหารู้ไม่ว่า น้ำตาล มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ผิวค่อนข้างดี
โดยเราสามารถผสมน้ำตาลทรายขาว เข้ากับ น้ำตาลทรายแดง ได้อย่างละเท่าๆกัน
ต่อด้วยผสมน้ำสะอาดอีกเพียงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาขัดหรือนวดเบาๆ บริเวณผิวหน้าประมาณ 5 นาที
ก่อนที่จะล้างออกด้วยน้ำอุ่น ว่ากันว่าวิธีนี้จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลับมาอ่อนเยาว์โกงอายุกว่าเดิม
ต่อมา คือ มันฝรั่ง นอกจากมันฝรั่งจะเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยแล้ว รู้หรือว่า ยังดีต่อผิวเช่นกัน
โดยเราสามารถนำน้ำฝรั่งดิบๆ มามาร์กบนใบหน้าได้ จากนั้นรอประมาณ 5 นาที ให้แห้ง
แล้วค่อยน้ำน้ำอุ่นๆมาล้างออก ว่ากันว่าจะทำให้เราลดความหมองคล้ำได้ รวมถึงเรื่องสิวด้วย
ต่อด้วย น้ำผึ้ง แน่นอนว่า น้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในของดีจากธรรมชาติ ดังนั้น ก็เป็นประโยชน์แน่นอน
โดยช่วยบำรุงให้ผิวเราสวยดูมีออร่าได้ ดว้ยวิธีง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำผึ้งที่ได้มา ผสมกับผงอบเนย
แล้วทาลงบริเวณใบหน้าให้หนาๆ ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออก เชื่อได้เลยว่า
เราจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม
ต่อมาเป็น มะนาว เป็นหนึ่งในวิธีที่คนเลือกใช้มากที่สุด เพราะมะนาว มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้
โดยเราสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาบางๆ ทั่วใบหน้า ต่อด้วยการนำเปลือกมะนาวมาถูเบาๆ ราว 5-7 นาที
ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า นอกจากทำให้ขาวขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูนุ่มขึ้นอีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันดีเช่นกัน โดยเราสามารถนำน้ำมะเขือเทศ
มาผสมกับนมเปรี้ยวและข้าวโอ๊ต ต่อด้วยนำมามาร์กบนใบหน้า ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็ยๆ
ว่ากันว่าสูตรไม่ลับแบบนี้ จะช่วยให้ผิวพรรณเราดูเปล่งปลั่ง มีออร่า แถม ยังลดรอยดำต่างๆได้ด้วย เรียกได้ว่า
วิธีง่ายๆนี้ ทำให้เราดูหล่อและสวยขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว…

Read More

เรียนรู้กับอาการเจ็ทแล็ก อีกหนึ่งฝันร้ายของนักเดินทาง

กันยายน 26, 2018

สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆน่าจะรู้จักกับอาการเจ็ทแล็กกันเป็นอย่างดี
มันคือฝันร้ายโดยแท้จริงเมื่อต้องเดินทางไกลเราจะมาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น
อาการเจ็ทแล็ก เขียนเป็นภาษาอังกฤษตามตัวเลยก็คือ Jet Lag
เป็นอาการเมาเขตเวลาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเดินทางข้ามเขตเวลาที่แตกต่างกัน
มากๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากว่าเราเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังนิวยอร์กซึ่งมีความแตกต่างของเวลา 12 ชั่วโมง
ร่างกายของเราที่ยังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเขตเวลาของประเทศไทยอยู่ก็จะปรับ
ตัวไม่ทัน ทำให้ง่วงในเวลาที่ยังไม่ควรนอน หรือนอนไม่หลับในเวลาที่ควรนอน
เมื่อต้องใช้ชีวิตในเขตเวลาของนิวยอร์กเมื่อเจอกับอาการเจ็ทแล็ก ในช่วงแรกๆ
ที่ร่างกายยังปรับตัวไม่ได้ก็อาจทำให้เราเจอปัญหาหลายๆ อย่าง
เพราะการปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับเขตเวลาใหม่นั้นมันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการปรับเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา
แต่มันก็มีวิธีหลากหลายที่จะช่วยผ่อนให้อาการนั้นทุเลาลงและปรับตัวเข้ากับเขตเวลาใหม่ได้ดีมากขึ้น
โดยผู้ที่รู้ว่าจะต้องเดินทางข้ามเขตเวลาไกลๆก็จะต้องพยายามปรับการใช้ชีวิตตามเวลาในเขตเวลาใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ
ก่อนเดินทาง 2-3 วัน ถ้าเป็นไปได้ก็ปรับเวลาเข้านอนใหม่สักวันละ 1 ชั่วโมงเมื่อถึงวันที่ต้องเดินทางจริง อาการจะได้ทุเลาลง และค่อยๆ
ไปปรับตัวเพิ่มเติมเอาอีกเมื่อถึงที่หมายปลายทางหรือถ้าโชคดีก็ปรับตัวได้แบบสมบูรณ์เมื่อเดินทางไปถึง
เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนนั้นควรงดในช่วงของการเดินทางที่อาจส่งผลกระทบให้เกิดอาการเจ็ทแล็ก ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน
เนื่องจากอากาศบนเครื่องบินนั้นจะแห้งมากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำและทำให้เราเกิดอาการเจ็ทแล็กได้มากขึ้นด้วย
เมื่อถึงที่หมายปลายทางแล้วให้พยายามทำตัวตามเวลาของท้องถิ่นให้มากที่สุดในเวลากลางวันก็ควรพาตัวเองออกไปกลางแจ้งเพื่อรับแสงแดด
ทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับเขตเวลาใหม่ จะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น พยายามเดินมากๆหรือออกกำลังกายแต่พอสมควร เพื่อให้เราไม่ง่วงในเวลากลางวัน
และเมื่อถึงเวลาที่ควรนอนก็จะได้หลับง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ายังนอนไม่หลับจริงๆ
ก็อาจจะต้องใช้ยานอนหลับในช่วงคืนแรก เพื่อให้นอนได้ตามเวลาท้องถิ่นจริงๆแต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ ไม่เช่นนั้นจะติดจนกลายเป็นนิสัย
และส่งผลเสียในระยะยาวนี่ก็คือการเรียนรู้กับอาการเจ็ทแล็ก ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยให้ใครหลายๆ
คนที่มีความเสี่ยงต้องเจอกับอาการนี้รับมือกับมันได้ดีขึ้นจะได้ไม่กลายเป็นฝันร้ายสำหรับการเดินทางข้ามเขตเวลากันอีกต่อไป…

Read More

คนอ้วนต้องอ่าน “คนอ้วนกับการออกกำลังกาย” โดย อ.นพ.ชนินทร์ ล่ำซำ

กันยายน 6, 2018

โรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยขจัดความอ้วน
ทำให้คุณภาพชีวิตและภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ทั้งช่วยลดความเครียดให้น้อยลง
และยังสามารถควบคุมบรรเทาอาการ หรือทำให้ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้ดีที่สุด
ทั้งนี้การออกกำลังกายที่ได้ผลดีและถูกวิธีขึ้นอยู่กับเพศ วัย รวมถึงการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย
และที่สำคัญที่สุดยังต้องคำนึงถึงโรคประจำตัวที่มีอยู่ด้วย
ความแตกต่างของเพศและวัยกับการออกกำลังกาย
โดยทั่วไปแล้วจะไม่แตกต่างกันเพราะส่วนมากนั้นจะออกกำลังกายเพื่อเน้นในเรื่อง
ของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทำงานของระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ
และความยืดหยุ่น ที่ใช้เป็นเกณฑ์ของการออกกำลังกาย
แต่จะมีรายละเอียดเล็กน้อยที่แตกต่างกัน เช่น การยกน้ำหนัก ในวัยเด็ก
กล้ามเนื้อยังไม่มีการพัฒนา การออกกำลังกายจึงไม่เน้นในเรื่องของกล้ามเนื้อ
แต่จะเน้นในเรื่องของความเข้าใจในเทคนิคต่าง ๆ ที่ควรทราบเพื่อที่จะนำมาพัฒนาใช้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
เมื่ออายุสูงเพิ่มมากขึ้นจะเน้นจำนวนครั้งให้มากขึ้น แต่จะไม่เพิ่มน้ำหนักของอุปกรณ์
เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บได้ในวัยผู้ใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่าจะยกน้ำหนักไปเพื่ออะไร
เพราะถ้าจะเน้นเพื่อให้กล้ามเนื้อใหญ่ หรือเพื่อให้กล้ามเนื้อมีกำลังและแข็งแรงนั้น
จะมีวิธีการฝึกที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความต้องการของแต่ละบุคคล
ส่วนในความแตกต่างเรื่องของเพศนั้น
เพศชายและเพศหญิงโดยส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกันมากแต่จะต่างกันในเรื่องพื้นฐานของการกีฬา
ทางวัฒนธรรมซึ่งอาจจะเลือกตามความชอบและความเหมาะสม
ปัญหา อุปสรรคของการเลือกออกกำลังอย่างเหมาะสม
สำหรับคนอ้วนหรือคนที่น้ำหนักเกินจะมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติคล้ายกับคนปกติทั่วไป
แต่จะมีโอกาสเสี่ยงในเรื่องของการบาดเจ็บทางระบบข้อต่อและกล้ามเนื้อมากกว่า
เนื่องจากน้ำหนักมากจึงทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อที่ควรระมัดระวังมาก หรือในคนอ้วนบางคนอาจมีโรคต่างๆอยู่ เช่น
โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
และบางคนอาจจะมีการระบายความร้อนได้ไม่ดี เนื่องจากมีไขมันอยู่มากทำให้มีปัญหาในเรื่องของระดับความร้อนที่เพิ่มขึ้น
ในการออกกำลังกายควรเลือกในประเภทที่ไม่มีแรงกระแทกที่รุนแรงนัก เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน การเต้นลีลาศ การว่ายน้ำ หรือการเต้นแอโรบิค
และอุปกรณ์ที่ใช้อาจจะช่วยลดแรงกระแทกได้ เช่น รองเท้า เป็นต้น
จุดประสงค์ของการออกกำลังกายสามารถจำแนกออกเป็นประเด็นต่างๆได้
ทั้งนี้เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือเพื่อลดน้ำหนัก
หลักเกณฑ์การออกกลังกายสำหรับลดน้ำหนัก และเพิ่มกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักกับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อนั้นต่างกัน
เพราะคนที่จะออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อจะเน้นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อที่ต้นแขน
ก็จะออกกำลังกายเน้นในช่วงต้นแขนตามที่ต้องการ
โดยจะมีวิธีการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน
ส่วนคนที่จะออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก จะเน้นว่าทำอย่างไรให้น้ำหนักลดลง
ซึ่งจะต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมอาหาร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การควบคุมความเครียด
และโดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานที่ต้องการให้ได้ 300-400 กิโลแคลอรี/วัน หรือ 1000-2000 กิโลแคลอรี/สัปดาห์
ซึ่งจะต้องออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ หรือทุกวัน และใช้เวลา 40-60 นาที/วันหรืออาจจะแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงเช้า 20-30 นาที
และช่วงเย็นอีก 20-30นาที โดยจะเพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อเผาผลาญพลังงาน
บางคนอาจจะยังไม่มีพื้นฐานทางด้านกีฬาก็ต้องเลือกเล่นกิจกรรมที่ง่าย ๆ ก่อนส่วนคนที่มีพื้นฐานหรือทักษะทางด้านกีฬาอยู่แล้วก็สามารถเลือกเล่นตามที่ตนเองชอบได้
ประเด็นที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย คือ การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
ฉะนั้นในการเลือกประเภทหรือรูปแบบของการออกกำลังกายจะต้องเลือกตามที่ตนชอบ รู้สึกสนุกกับการเล่นกีฬานั้น และไม่เป็นการฝืนจิตใจ
และขึ้นอยู่กับประสบการณ์ โอกาส อุปกรณ์และสถานที่ที่เอื้อต่อการออกกำลังกายหรือไม่ ในการเล่นกีฬาควรเริ่มจากช้า ๆ
เบา ๆ ก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาและความหนักมากขึ้น เพื่อลดปัญหาความเจ็บปวดของแต่บุคคล
อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาได้หลายรูปแบบ
รวมทั้งการทำงานบ้าน หรือการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เดิน
ก็ควรจะเดินแบบกระฉับกระเฉง และหนักหน่วงไม่ใช่การเดินทอดน่อง เป็นต้น
กิจกรรมต่าง ๆ การเผาผลาญแคลอรีได้เท่ากันหรือไม่
ในแต่ละกิจกรรมการเผาผลาญจะต่างกัน
เพราะกีฬาที่เคลื่อนไหวช้าจะใช้พลังงานน้อยทำให้ได้ผลน้อยและในกิจกรรมที่เคลื่อนไหวรุนแรงจะช่วยลดแคลอรีได้มากขึ้น เช่น
การวิ่งเหยาะกับการวิ่งเร็ว จะใช้พลังงานที่แตกต่างกัน แต่ในคนอ้วนควรเริ่มเล่นจากน้อย ๆ ก่อน
สำหรับคนอ้วนควรใช้เวลาออกกำลังกาย 5-7 วัน/สัปดาห์ และ3-5วัน/สัปดาห์สำหรับคนปกติทั่วไป โดยต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
คนอ้วนก่อนออกกำลังควรได้รับคำแนะนำหรือตรวจร่างกายก่อนหรือไม
ถ้ามีโรคประจำตัวก็ควรที่จะต้องศึกษาหาความรู้ก่อน
แต่ถ้าไม่มีหรือเป็นเด็กอ้วนก็สามารถออกกำลังกายได้แต่ต้องสังเกตอาการของตนเองด้วยว่า
หลังจากออกกำลังกายแล้วมีอาการอย่างไรหรือไม่ เช่น จุกเสียด หน้ามืด วิงเวียน
ปวดข้อ หรือเดินลำบาก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
หากไม่มีอาการก็สามารถเล่นได้ตามปกติ จึงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าเป็นโรคต่างๆ อยู่หรือไม่
การออกกำลังกายอย่างหักโหมจะมีผลอย่างไร
มีผลเสียมากกว่า เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมาก
ถ้าเกินกำลังของร่างกาย อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้ หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่ อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้
ฉะนั้นจึงควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับรูปร่างสรีระของตนเอง
ความจำเป็นของการอบอุ่นร่างกาย
ในช่วงเวลาของการเริ่มออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกายก่อน 5 นาทีแรกของการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญและควรระวังคือ
ช่วงของการหยุดออกกำลังกายเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด
ไม่ควรหยุดกิจกรรมโดยทันทีเพราะในช่วงเวลานั้นหัวใจจะเต้นแรง
และเลือดยังค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีการสูบฉีดไปสู่หัวใจ
จึงถือว่าเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด และเป็นสาเหตุให้เกิดการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ถ้าจะหยุดกิจกรรมควรที่จะค่อย ๆ หยุดใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
ที่จะผ่อนการออกกำลังกายต่าง ๆเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงจนเป็นปกติและให้กล้ามเนื้อคลายการทำงานช้าลง
ปัจจุบันมีหลาย ๆหน่วยงานที่หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกายกันมากขึ้น
โดยเฉพาะการเต้นแอโรบิค อีกทั้งยังให้ความสะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ คือ อุปกรณ์ และสถานที่ของการออกกำลังกาย
ประการสำคัญและควรปฏิบัติในการออกกำลังกายคือ การค่อย ๆ ปฏิบัติคอยสังเกตอาการของตนเอง และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ…

Read More

จิบกาแฟวันละนิด ประโยชน์มากกว่าที่คิด

กันยายน 5, 2018

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ข้อดีของกาแฟ กาแฟคือเครื่องดื่มยอดนิยมของคนวัยทำงาน
การดื่มกาแฟเช้าๆจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส และสามารถทำงานได้โดยไม่รู้สึกง่วง นี้แหละคือข้อดีของมันที่เรารู้
แต่รู้หรือไม่ว่ามันมีอะไรมากว่านั้น
โดยกาแฟสำเร็จรูปโดยทั่วไป 1 แก้วประกอบด้วยคาเฟอีนประมาณ 85-100 มิลลิกรัม แต่หากเป็นกาแฟชงสดจะมีคาเฟอีน
100-150 มิลลิกรัมต่อแก้ว จริงอยู่ที่เราไม่ควรทานมันมากเกินไป มันจะเป็นข้อเสียต่อร่างกาย เช่น
คาเฟอีนในกาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และสังกะสี ดังนั้น
เด็กจึงไม่ควรดื่มกาแฟ
แต่มันมีดีมากกว่านั้นยกตัวอย่าง 3 ข้อง่ายๆเลยเพียงจิบรสชาติของมันเบาๆ
– ป้องกันการเกิดมะเร็ง กาแฟมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณสูง
เพียงเราดื่มวันละนิดสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในช่องปาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกมะเร็ง
ต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับได้
– ช่วยในด้านความจำ ผลการวิจัย จากมหาวิทยาลัยแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
พบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้ อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม
ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง
– ช่วยเผาผลาญพลังงาน จากงานวิจัยของต่างประเทศ ระบุว่า ถ้าดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายเวลาประมาณ 30 นาที
จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ 30%- 50% ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้เร็วกว่าปกติ และเมื่อทำทุกๆวัน
กาแฟจะกลายเป็นเครื่องดื่มหลักๆของคุณเลยก็ว่าได้ แต่อย่าดื่มมากเกินไป…

Read More