Uncategorized

เคล็ดลับง่าายๆที่ทำให้ผิวขาวด้วยตัวเอง

ธันวาคม 11, 2018

วิธีทำให้ผิวขาว 1 : ดื่มน้ำสะอาด
ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ วันละ 2 ลิตร
จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณอิ่มน้ำ ชุ่มชื้นขึ้น ลดรอยหมองคล้พ
และช่วยให้ริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าหายไปได้ด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาว 2 : ออกกำลังกาย
ออกกำลังให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้เผาผลาญดีขึ้น
ทำให้ร่างกายเเข็งแรง รวมถึงผิวเราได้ขับเหงื่อของเสียออกมา ทำให้ผิวกระจ่างใส
สุขภาพดี

วิธีทำให้ผิวขาว 3 : ทานอาหารมีประโยชน์
เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผักใบเขียว
ผลไม้ประเภทวิตามินซี,อี,เอ,บี,คอลลาเจน และเว้นการทานเนื้อสัตว์บก มาทานปลา
เพื่อให้ร่างกายได้ขับถ่ายง่ายขึ้น เมื่อร่างกายได้ขับถ่าย
ผิวพรรณก็จะกระจ่างใสสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาว 4 : พักผ่อนให้เพียงพอ
พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้เต็มที่ 8 ชั่วโมง จะทำให้ภายในร่างกายอย่า ตับ ไต
ได้พักผ่อนและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ส่งผลให้ผิวพรรณของคุณสดใสขึ้น ลดความหมองคล้ำได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาว 5 : ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

เลือกใช้เซรั่ม และครีมที่ส่วนผสมของ วิตามินซี AHA
จากธรรมชาติที่ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวกระจ่างใสได้
และมีสารยับยั้งเมลานินในชั้นผิว สารสกัดที่ช่วยให้ผิวขาวเหล่านี้มีใน
ชุดบำรุงผิวหน้า มะหาดทรีพลัส ที่มีสารสกัดจากมะหาด มะขามป้อม มะเฟือง
ที่ช่วยทำให้ผิวขาวใสขึ้น และช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
ลดการระคายเคืองจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี

วิธีทำให้ผิวขาว 6 : ทาครีมกันแดด
ครีมกันแดดสำคัญมากในชีวิตประจำวันของเรา เพราะหากทาครีมบำรุง
แต่ไม่ทาครีมกันแด แสงแดดก็จะเข้ามาทำร้ายผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำเสีย
และอาจเกิดฝ้า กระ ได้ด้วย ดังนั้นเราจึงควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 PA+++
ก่อนออกจากบ้าน 15 นาที เท่านี้ผิวของคุณก็จะพ้นจากรังสี UV
ที่เข้ามาทำร้ายผิวแล้วค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาว 7 : หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าน้อยชิ้น
การใส่เสื้อผ้าที่น้อยชิ้นอย่างแขนกุด ขาสั้น
จะทำให้เเสงแดดทำร้ายผิวได้เป็นอย่างดี ควรใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด
หากกลัวร้อนใส่แขนยาว ขายาวแล้วไม่โอเค ก็ควรทาครีมกันแดดทุกๆ 80 นาที
นะคะ

วิธีทำให้ผิวขาว 8 : หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีสารเคมี
เครื่องสำอางที่มีสารเคมี อย่าง แอลกอฮอล น้ำหอม สีผสม และสารกันบูด
สิ่งเหล่านี้จะไปรบกวนผิวหน้า ทำให้ผิวระคายเคือง จนเมลานินทำงานผิดปกติ
ทำให้หน้าคล้ำ และอากเป็นสิวอุดตัน เกิดฝ้าตามมา

วิธีทำให้ผิวขาว 9 : ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง

ล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้หน้าห่างไกลสิว ความมัน และความหมองคล้ำ
กากล้างหน้าบ่อยเกิดไป จะทำให้หน้าได้รับการเสียดสีมากเกินไป
จนเกินการระคายเคืองไม่สบายผิวทำให้ผิวหมอง มัน สิวขึ้นตามมา

วิธีทำให้ผิวขาว 10 : หลีกเลี่ยงหน้าจอ

คลื่นรังสีไฟฟ้าจากจอคอม จอสมาร์ทโฟน และจอทีวี จะทำให้หน้าหมองคล้ำลง
ทางที่ดีควรติดฟิล์มกรองแสงที่หน้าจอเพื่อกันแสงที่จะทำร้ายผิวให้ผิวหมองคล้ำลง…

Read More

8 ข้อเกี่ยวกับมะเร็งผิวหนัง

พฤศจิกายน 29, 2018

1. โรคมะเร็งผิวหนังที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็ง (Non-Melanoma Skin
Cancer) ประมาณ 90% มีสาเหตุมาจากการพบเจอแสงอัลตราไวโอเล็ต (Ultra-violet)
รังสียูวี (UV) จากดวงอาทิตย์
เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็ง
การที่ต้องพบเจอกับรังสีเหล่านี้โดยไม่ได้ป้องกัน อาจจะเกิดจากการอยู่ในที่แจ้ง
การนอนอาบแดด หรือแม้กระทั่งแสงที่ทะลุผ่านกระจกรถหรือกระจกที่บ้าน

2. ทุก ๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจาก มะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี หรือมะเร็งไฝ
(Melanoma) 1 คน
ความเข้าใจผิดที่ยังมีอยู่มากคือ มะเร็งผิวหนังไม่สามารถคร่าชีวิตได้ แต่ภายในปี
2016 นี้ ในสหรัฐอเมริกา จะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้อย่างเดียวประมาณ 8,000
คน
และมีการประมาณการว่าจะมีคนเสียชีวิตจากมะเร็งผิวหนังชนิดที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์
สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็งราว 2,800 คน
เรื่องเศร้าก็คือมะเร็งเหล่านี้สามารถป้องกันได้เพียงแค่ทำตามขั้นตอนการป้องกันที่ง่า
ยดาย

3. มะเร็งผิวหนังมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมะเร็งทั้งหมด
มะเร็งผิวหนัง เป็นมะเร็งที่มีการถูกวินิจฉัยมากที่สุด ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
การเจอกับรังสียูวี ทั้งจากธรรมชาติและทางอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง
เนื่องจากมะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มาก
ดังนั้นเราควรจะตรวจผิวหนังของเราเองที่บ้านและไปเข้ารับการตรวจผิวหนังทีโรงพ
ยาบาลปีละครั้ง

4. ในปีนี้จะมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่า 1 ล้านราย
The American Cancer Society ได้ประมาณการว่าจะมีการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังประมาณ
1,500,000 ราย และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
สาเหตุมาจากการพบเจอรังสียูวี ทั้งจากดวงอาทิตย์โดยตรง หรือแสงสังเคราะห์ เช่น
เตียงอบผิวแทน

5. มะเร็งผิวหนังมีอันตรายถึงตายมากที่สุดในชาวอเมริกันผิวดำ ชาวเอเชีย
และชาวอเมริกาใต้
ชาวอเมริกันผิวดำ ชาวเอเชีย และชาวอเมริกาใต้
มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดโรคมะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี
แต่มะเร็งชนิดนี้จะอันตรายกับคนกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม
พึงตระหนักไว้ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติไหนก็ตาม

6. คนผิวขาว 1 ใน 3 จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
ในตลอดช่วงชีวิตของชาวอเมริกัน 1 ใน 5 จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
แต่ความเสี่ยงของคนผิวขาวมีสูงกว่า หรือ 1 ใน 3

7.
การมีผิวไหม้รุนแรงในช่วงเด็กทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมีมากขึ้น
การป้องกันเด็ก ๆ จากการพบเจอกับรังสี UV มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวตอนโต
เพียงแค่ผิวไหม้พองจากดวงอาทิตย์จุดเดียวในช่วงเด็ก
ก็เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสีในตอนโต

8. ความถี่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังในผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง

ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า ในความเป็นจริงแล้ว
มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มากกว่ามะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี
ทำให้มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป…

Read More

วูบหมดสติ!!! สัญญาณอันตราย

พฤศจิกายน 14, 2018

ภาวะวูบหมดสติ (Syncope) เป็นอาการสูญเสียความรู้สึกตัว และการทรงตัวชั่วคราว โดยทั่วไปเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จากการศึกษาทางระบาดวิทยาของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่า อุบัติการณ์ของภาวะนี้เกิดขึ้นในคนทั่วไป 3% และในผู้สูงอายุพบมากถึง 23% สำหรับผู้ที่เคยมีอาการวูบหมดสติมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกถึง 1 ใน 3 เท่า

สาเหตุของภาวะนี้ว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Vasovagal Syncope) หรืออาจเกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือเสียน้ำมาก และจากยาบางชนิด ทั้งนี้ อาการวูบหมดสติ ที่เกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติชั่วคราว อาจถูกกระตุ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การขับปัสสาวะ การขับถ่ายอุจระ การกลืนอาหาร การไอ จาม ภาวะกลัวสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การถูกเจาะเลือด และการฉีดยา เป็นต้น

“ผู้ป่วยที่เป็นลมหมดสติ มีโอกาสเกิดอันตรายจากการหมดสติแล้วล้มลง โดยเฉพาะบางอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พนักงานขับรถ นักบิน นักประดาน้ำ คนงานก่อสร้าง ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำเติมจากการเป็นลมได้”

แนะนำว่าให้รีบช่วยเหลือด้วยการพานั่ง หรือนอนราบในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และรีบขอความช่วยเหลือเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลต่อไป เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุ และการรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่ก่อโรค โดยแพทย์จะตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจหลอดเลือด และตรวจพิเศษทางระบบประสาทอัตโนมัติ

ส่วนวิธีการการป้องกันสำหรับผู้ป่วย คือ ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง กินอาหารให้ถูกสัดส่วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน

 

 …

Read More

เมื่อมีอาการปวดหัวข้างเดียวมารบกวนชีวิต ควรจะแก้ไขอย่างไรดี

ตุลาคม 30, 2018

อาการปวดหัวข้างเดียวเป็นสิ่งที่สามารถมาเยือนใครก็ได้

เมื่อเป็นแล้วมันก็สร้างความรำคาญใจได้พอสมควร
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเรียนรู้วิธีแก้ไขมันเอาไว้
เมื่อใดก็ตามที่เป็นขึ้นมาจะได้จัดการกับมันได้

ก่อนอื่นมาทราบกันก่อนว่าอาการปวดหัวข้างเดียวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
มันมาจากการที่หลอดเลือดในสมัยนั้นบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปกติ
นั่นทำให้ศีรษะมีอาการปวดอย่างกะทันหัน และบางครั้งก็ค่อนข้างจะรุนแรง
มันอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยเช่นกัน

อันที่จริงมันอาจจะมาจากสาเหตุภายในร่างกาย เช่นพันธุกรรม
หรือว่าเป็นสาเหตุมาจากภายนอก เช่นการหักโหมทำงานอย่างหนัก
หรือว่าการอดนอน สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวได้
โดยอาการที่เกิดขึ้นนั้นแบ่งได้หลายแบบ
บางคนก็อาจจะปวดที่บริเวณขมับหรือว่าท้ายทอยก็ได้ บางครั้งก็อาจจะเป็นได้ทั้ง
2 ข้างพร้อมกันก็ได้ หรือไม่ก็สลับข้างกันไป

แต่ที่แน่ๆ คืออาการของมันนั้นมักจะเป็นในแบบรุนแรง
บางคนก็อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
โดยเอาจจะเกิดขึ้นขณะที่ปวดศีรษะหรือว่าหลังเกิดอาการปวดก็ได้
โดยก่อนหน้าที่จะเริ่มเกิดอาการ มักจะมีอาการผิดปกติทางสายตา
นั่นคือเห็นแสงระยิบระยับ หรือว่าเห็นแสงจ้า
ขณะที่ตอนปวดศีรษะนั้นก็มักจจะปวดแบบตุบๆ กินเวลาครั้งหนึ่งราวๆ ครึ่งชั่วโมง

เห็นได้ชัดว่ามันสร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงควรที่จะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง
เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนอื่นเริ่มต้นด้วยสิ่งง่ายๆ
ก่อนเลย นั่นก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ทราบกันอยู่แล้วว่าร่างกายของเราจะทำงานผิดปกติถ้าหากว่าเราไม่สามารถนอน
หลับให้ได้ราวๆ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน

ต่อมาก็คือการงดการดื่มสุรา
นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดไมเกรนเลวร้ายมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเป็นอาการปวดหัวแบบตึงเครียดนั้น
การดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถที่จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้
แต่ก็ต้องเป็นในปริมาณที่เหมาะสม

การทำงานอย่างหนักมากจนเกินไป โหมงามแบบหามรุ่งหามค่ำ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน แม้ว่ามันอาจจะทำให้ชีวิตการทำงานก้าวหน้า
แต่ถ้าหากว่าสุขภาพร่างกายเสื่อมถอยลงไปก็ไม่ไหว ควรที่จะทำทุกอย่างให้พอดีๆ
ไม่โหมงานจนต้องอดอาหาร ทานให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นอาการก็จะแย่ลงไปได้

สำหรับใครที่อาการรุนแรง
ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด
ควรนอนพักผ่อนในที่ที่เงียบและไม่มีเสียงรบกวน ให้ทานยาแก้ปวดไปด้วยก็ได้
ขณะที่การนวดเส้นเลือดที่กำลังเต้นอยู่ข้างขมัยก็ช่วยได้เช่นกัน
นี่แหละคือวิธีที่จะพอช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้…

Read More

รู้จัก กลูคากอน สำหรับคนอยากหุ่นดี

ตุลาคม 22, 2018

ในร่างกายของเรามีฮอร์โมนที่สำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายอยู่หลายชนิด แต่ฮอร์โมน “กลูคากอน”
อาจไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตาคุ้นหูมากนัก ทั้งที่จริงแล้วมีความสำคัญต่อร่างกายมากมายไม่แพ้ฮอร์โมนชนิดอื่นๆ
ฮอร์โมนกลูคากอน คืออะไร?
ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้
โดยผลิตขึ้นมาจากเซลล์ชนิดหนึ่งในตับอ่อนที่ชื่อว่า Alpha cells
ฮอร์โมนกลูคากอนมีหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสเข้าไปในกระแสเลือด
ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนออกมาเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
โดยจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของตับให้เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่สะสมเอาไว้ในรูปแบบของ “ไกลโคเจน” ให้เป็น
“กลูโคส” เพื่อนำมาไหลเวียนผ่านกระแสโลหิตในร่างกาย และฮอร์โมนกลูคากอนยังช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน
และกรดไขมันเพื่อเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการกลูโคสเพิ่มอีกด้วย
ฮอร์โมนกลูคากอน VS ฮอร์โมนอินซูลิน
จากการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอนที่เข้าไปเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย
ทำให้สังเกตได้ว่าฮอร์โมนกลูคากอนทำงานตรงกันข้ามกับฮอร์โมนอินซูลินที่เข้าไปลดระดับน้ำตาลในเลือด
ดังนั้นทั้งฮอร์โมนกลูคากอน และฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่คอยเพิ่ม
และลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะสมดุลนั่นเอง
อันตรายจากภาวะฮอร์โมนกลูคากอนต่ำ
หากในร่างกายอยู่ในภาวะฮอร์โมนกลูคากอนต่ำ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ซึ่งปกติภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจจะเกิดขึ้นได้ในตอนเช้าที่ลุกขึ้นจากเตียงเร็วๆ แล้วตาลาย หน้ามืด
แต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะมีอาการที่ดีขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป
แต่หากอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย ดังนี้
หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน
เหงื่อออกง่าย
กระวะกระวายใจ มือสั่น อยู่ไม่สุข
หัวใจเต้นแรง รู้สึกหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม
ตัวเย็น มือเย็น รู้สึกชาๆ ที่ปาก และใบหน้า

ง่วงซึม อ่อนเพลีย ไม่ค่อยตอบสนอง ไม่ค่อยมีสติ พูดจาไม่รู้เรื่อง
อาจชัก หรือหมดสติได้ หากถึงโรงพยาบาลช้า อาจเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
หากพบว่าร่างกายอยู่ในภาวะน้ำตาลต่ำ อาจได้รับการฉีดฮอร์โมนกลูคากอนเพิ่มในระหว่างการรักษา
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ให้การรักษา…

Read More

ทำความเข้าใจกับ ธาลัสซีเมีย อาการ, สาเหตุ และแนวทางการรักษา

ตุลาคม 10, 2018

ทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคที่ชื่อว่า ธาลัสซีเมีย กันมาแล้ว

แต่ก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันคืออะไร
ถ้าอย่างนั้นลองมาทำความรู้จักกัน

ธาลัสซีเมีย นั้นก็คือโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม
ซึ่งสาเหตุนั้นก็มาจากความผิดปกติในยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมสายโกลบิน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางยีนมาจากทั้งพ่อหรือว่าแม่ก็ได้
ในบางรายอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือไม่ก็หลังจากคลอดออกมาไม่นาน
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เป็น

สำหรับผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นจะมีอาการตัวซีด
นั่นก็เพราะว่าเม็ดเลือดแดงนั้นจะถูกทำลายอยู่ตลอดอย่างเรื้อรัง จะตัวเหลือง,
ตาเหลือง, เหนื่อยล้าได้ง่าย, ตับโต, ม้ามโต
และเมื่อถ่ายปัสสาวะออกมาก็จะมีสีเหลืองเข้ม
โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียนั้นอาจจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปจากปกติ
เพราะมีการขยายออกของกระดูกหน้าผากและกรามบน ทำให้ดั้งจมูกแบน,
หัวตาห่างกัน, ฟันบนยื่น และกะโหลกศีรษะยื่นยาว

พัฒนาการทางเพศของผู้ป่วยนั้นจะช้ากว่าคนปกติ
เพราะว่าในร่างกายจะมีธาตุเหล็กมากเกินไป และมันก็จะไปจับเอาที่ต่อมไร้ท่อ
จึงเกิดความพิการขึ้นที่อวัยวะสืบพันธุ์ รวมไปถึงต่อมใต้สมอง
ซึ่งธาตุเหล็กที่มากไปนี้จะไปสะสมที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย
นอกจากนี้แล้วกระดูกของผู้ป่วยก็จะเปราะบางหักง่าย
ทำให้อาจจะมีอาการเจ็บปวดกระดูกร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวทางการรักษาโรคนี้
ผู้ป่วยจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามันเป็นโรคที่จะต้องรักษาไปตลอดชีวิต
และไม่สามารถรักษาหายได้ อย่างไรก็ตาม

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นก็สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ
แต่ก็ต้องทำใจว่าร่างกายอาจจะเหนื่อยหอยได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การรับประทานอาหารนั้นควรเน้นไปที่ผักสดที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
รวมไปถึงอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่นเนื้อสัตว์, นม และไข่
ขณะที่อาหารที่ควรเลี่ยงอย่างมากก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
เพราะโดยปกติเป็นโรคนี้ก็มีธาตุเหล็กในระดับที่สูงเกินกว่าปกติอยู่แล้ว

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้เลือดก็จำเป็นจะต้องให้ในระดับฮีโมโกลบินที่เหมาะสม
นรายที่ม้ามโตขึ้นมาก แพทย์ก็จะต้องตัดม้ามออก
แต่ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ดังนั้นแล้วผู้ที่ทราบว่าตัวเองเป็นพาหะของโรคนี้
หรือว่าเพิ่งทราบเมื่อลูกคนแรกที่เกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมีย
จึงควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนครอบครัวกันให้ดีๆ ก่อนที่จะมีลูก…

Read More

5 เคล็ดลับดูแลผิว

กันยายน 29, 2018

เริ่มจาก น้ำตาล เพราะหารู้ไม่ว่า น้ำตาล มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ผิวค่อนข้างดี
โดยเราสามารถผสมน้ำตาลทรายขาว เข้ากับ น้ำตาลทรายแดง ได้อย่างละเท่าๆกัน
ต่อด้วยผสมน้ำสะอาดอีกเพียงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาขัดหรือนวดเบาๆ บริเวณผิวหน้าประมาณ 5 นาที
ก่อนที่จะล้างออกด้วยน้ำอุ่น ว่ากันว่าวิธีนี้จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลับมาอ่อนเยาว์โกงอายุกว่าเดิม
ต่อมา คือ มันฝรั่ง นอกจากมันฝรั่งจะเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยแล้ว รู้หรือว่า ยังดีต่อผิวเช่นกัน
โดยเราสามารถนำน้ำฝรั่งดิบๆ มามาร์กบนใบหน้าได้ จากนั้นรอประมาณ 5 นาที ให้แห้ง
แล้วค่อยน้ำน้ำอุ่นๆมาล้างออก ว่ากันว่าจะทำให้เราลดความหมองคล้ำได้ รวมถึงเรื่องสิวด้วย
ต่อด้วย น้ำผึ้ง แน่นอนว่า น้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในของดีจากธรรมชาติ ดังนั้น ก็เป็นประโยชน์แน่นอน
โดยช่วยบำรุงให้ผิวเราสวยดูมีออร่าได้ ดว้ยวิธีง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำผึ้งที่ได้มา ผสมกับผงอบเนย
แล้วทาลงบริเวณใบหน้าให้หนาๆ ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออก เชื่อได้เลยว่า
เราจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม
ต่อมาเป็น มะนาว เป็นหนึ่งในวิธีที่คนเลือกใช้มากที่สุด เพราะมะนาว มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้
โดยเราสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาบางๆ ทั่วใบหน้า ต่อด้วยการนำเปลือกมะนาวมาถูเบาๆ ราว 5-7 นาที
ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า นอกจากทำให้ขาวขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูนุ่มขึ้นอีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันดีเช่นกัน โดยเราสามารถนำน้ำมะเขือเทศ
มาผสมกับนมเปรี้ยวและข้าวโอ๊ต ต่อด้วยนำมามาร์กบนใบหน้า ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็ยๆ
ว่ากันว่าสูตรไม่ลับแบบนี้ จะช่วยให้ผิวพรรณเราดูเปล่งปลั่ง มีออร่า แถม ยังลดรอยดำต่างๆได้ด้วย เรียกได้ว่า
วิธีง่ายๆนี้ ทำให้เราดูหล่อและสวยขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว…

Read More

5 ประโยชน์ดี ๆ ของ “น้ำมะพร้าว” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

สิงหาคม 30, 2018

เชื่อหลาย ๆ คนคงจะรู้ว่าน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อผิวพรรณมากแค่ไหน

แต่ความจริงแล้วน้ำมะพร้าวไม่ได้มีประโยชน์แต่กับผิวเท่านั้น
เพราะน้ำมะพร้าวยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอีกมากมาย
ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้มาก่อนก็ได้ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่า
1. ช่วยให้สดชื่น
หากวันไหนที่ร่างกายรู้สึกไม่สดชื่นให้ลองหาน้ำมะพร้าวมาดื่มดู
มั่นใจได้เลยว่าร่างกายจะสดชื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ดื่มน้ำมะพร้าวแล้ว
เพราะน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากธรรมชาติ มีฤทธิ์เย็น จึงช่วยดับร้อนได้
2. ช่วยล้างสารพิษ
เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีค่าความเป็นด่างค่อนข้างสูง
จึงสามารถช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ
ภายในร่างกายกลับมาเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงนั้นเอง

3. ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ทานมะพร้าวแก่คลุกเกลือวันละ 1 ช้อนแกง
หลังอาหารเช้า, กลางวัน และเย็น เป็นเวลา 10 วัน
ก็จะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
4. เป็นแหล่งสะสมของวิตามิน
ในน้ำและเนื้อของมะพร้าวอ่อน ต่างอุดไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย
ที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี, วิตามินซี, กรดอะมิโม, แมกนีเซียม,
แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก
นอกจากนั้นยังมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที
5. บำรุงผิว
การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำจะช่วยให้ผิวของเราสวยสุขภาพดี
เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน
ซึ่งจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และกระชับผิว…

Read More

4 เทคนิค บอกลา “ใต้ตาดำคล้ำ”

สิงหาคม 26, 2018

ใคร ๆ เขาก็บอกว่า ดวงตา คือ หน้าต่างของดวงใจ

เพราะสามารถใช้สื่อสารได้ แต่ถ้าดวงตาหมองคล้ำ
ก็คงไม่อยากให้ใครมองใช่ไหมล่ะ วันนี้เราจึงได้รวบรวม 4 เทคนิคดี ๆ
ที่ทำให้ตาสดใสมาฝากกัน รับรองว่าทำแล้วดวงตาจะสดใส
ไร้ปัญหากวนใจอย่างแน่นอน
1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
จะช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณมีน้ำมาหล่อเลี้ยง
ทำให้ไม่เหยี่ยวหย่น และดูกระจ่างใสขึ้นมานั้นเอง
2. ลดปริมาณโซเดียม

โดยส่วนมาก โซเดียม จะอยู่ในอาหารแช่แข็ง
หรือไม่ก็อาหารที่มีรสเค็ม เมื่อเราทานเข้าไปแล้ว
โซเดียมจะเข้าไปดึงน้ำออกจากร่างกายของเรา
ทำให้น้ำเข้าไปคั่งอยู่ในชั้นใต้ผิว ส่งผลให้เกิดอาการถุงใต้ตาบวมนั้นเอง
หากไม่อยากถุงใต้ตาบวมล่ะก็ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็ม
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนให้พียงพอ เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ
ที่จะทำให้ใต้ตาของเราไม่ดำคล้ำ แต่ไม่ค่อยมีใครทำได้
เพียงแค่คุณนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 5-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
เพื่อให้ผิวได้รับการซ้อมแซมและฟื้นฟูตามธรรมชาติแล้ว
ส่งผลให้รอยคล้ำหายไป
4. ทาครีมบำรุง
เมื่อคุณไม่สามารถทำตาม 3 วิธีก่อนหน้านี้ได้
การทาอายครีมเพื่อบำรุงจึงถือเป็ทางเลือกที่สุด
เพราะอายครีมจะช่วยให้ความชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอย แก้อาการบวม
และที่สำคัญช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูกระจ่างใสขึ้นด้วย
สำหรับใครที่กำลังเจอกับปัญหาใต้ตาคล้ำอยู่
ก็ลองเลือกสักหนึ่งวิธีไปลองใช้กันดูได้…

Read More

สูตรลดหน้ามัน ระเบิดสิวเสี้ยน ทำเองได้แถมประหยัดสุดๆ

สิงหาคม 24, 2018

สิว อาจนับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ทั้งสิวเสี้ยน สิวอุดตัน สิว ผด สิวอักเสบ
จะทำอย่างก็ไม่หายสักที่ ขณะในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทาครีม กดสิว รับประทานยา หรืออื่นๆ
แต่วิธีหนึ่งที่ทำให้หน้าของเราห่างไกลสิววันนี้เรามีวิธีที่เป็นสูตรธรรมชาติที่ใช้งบเพียงน้อยนิด ไม่ยุ่งยาก
ไม่เจ็บตัว แถมสิวหาย หน้าเนียนใส จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลยจ้า !
สูตรลดความมันบนใบหน้า
เตรียมส่วนผสมเพียงใช้ แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโตะ ดินสอพอง 1 ก้อน และนดสด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส่วนผสมทั้งหมดมาบดให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
จะได้เนื้อครีมที่พอประมาณไม่ข้นไม่เหลวไม่ใสจนเกิดไป
จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าเหลือทิ้งห่างจากบริเวณปากและตา รอจนแป้งแห้งสนิท
แล้วจึงล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ล้างซ้ำอีกทีด้วยน้ำเย็น เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน เพื่อให้หน้ากระชับ
ทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อผิวหน้าที่สวยแล้เรียบเนียน หากมากกว่านั้นอาจจะทำให้ผิวหน้าแห้งดึงได้
สูตรกำจัดสิวเสี้ยน
ปัญหาสิวเสี้ยนที่กำจัดได้ยาก วันนี้เรามีสูตรง่ายๆ ใช้แค่ แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1
ช้อนโต๊ะคนส่วนผสมให้เข้ากันจนได้เนื้อครีมที่พอดีไม่เหลวไม่ข้นเกินไป แล้วมาพอกหน้าไว้ประมาณ 15-
20 นาที แล้วค่อยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดออกให้สะอาด จากนั้นก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
เป็นอันเสร็จ เท่านี้เสียวเสี้ยนที่ค่อยกวนใจจะหายเกลี้ยง หน้าใส เนียน…

Read More